| Profil de Vashira[T]issues v.1.0PhotosBlogListes | Aide |
|
30/07/2006 สาระ vs ไร้สาระช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้ผมรู้สึกว่าชีวิตมีสาระมากเหลือเกิน...
สาระ ที่เกิดจากการทำงาน - ประมาณเดือนที่แล้วโปรเจ็กต์ที่ทำอยู่เข้าเฟส Formal Testing อันที่จริงก็เพิ่งจะเคยเข้ามามีส่วนร่วมรับผิด(ชอบ-ไม่มี) กะเฟสนี้ครั้งแรกตั้งแต่เข้ามาทำงาน ก่อนหน้านี้เขียนโค้ดชิลๆ มีบั๊กก้อไล่แก้ไปทีละตัวๆ สบายใจ
เคยคิดเล่นๆว่าทำงานมาตั้งนาน ไม่เคยเทสจริงๆจังๆซะที คงมีบั๊กเยอะแน่ๆเลย...
ไม่ผิดหวังครับ วันแรกที่เค้าเทสกันจริงๆจังๆก็ตูมมาเรย issue วิ่งเข้ามาเรื่อยๆไม่มีหยุด ไหลยังกะท่อแตก ไอ้ผมก็อินโนเซ้นต์ คิดว่ามันคงเป็นเรื่องปกติแหละที่จะมีบั๊ก แหมคนเราก้อต้องมีผิดพลาดกันมั่ง ใช่มะๆ แต่ขอโทด เย็นนั้นมีประชุม(เพลิง) สรุปบั๊กที่ต้องแก้ ผมเห็นแล้วใจไปอยู่ที่ตาตุ่ม issue number พุ่งไปหลักร้อยแล้วครับพี่น้อง... แล้วก็รู้เย็นนั้นเองว่าตั้งแต่เปิดบริษัทมา มีครั้งเนี้ยครั้งแรกที่บั๊กเยอะที่สุด 555 สะจาย
หลังจากวันนั้นมาชีวิตผมก็เปลี่ยนไป๋ เริ่มเรียนรู้ว่าทำอะไรต้องรอบคอบ(น่าจะรู้นานแล้วใช่ไหมเนี่ย -_-') และรู้จักการโยน
งาน(ขี้)ให้คนอื่น ถือว่าเปิดซิงก็โดนของใหญ่
แต่ทุกคนก็ช่วยกันดีและผ่านพ้นมันมาได้ ดีบ้างแย่บ้างตามอัตถภาพ ขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมรุมโทรมผมครับ :p
จากวันนั้นจนวันนี้ ผมก็ยังกลับบ้านดึกเกือบทุกวัน ก็รู้อ่ะนะว่าโตขึ้น งานมันก็มากขึ้น ความรับผิดชอบยิ่งต้องมากตาม แต่ก็ยังอดบ่นไม่ได้ (ทำงาน - เครียด - กินเหล้า)
สาระ จากคนรอบข้าง - คนข้างๆตัวก็เริ่มทำตัวมีสาระขึ้นมา แฟนก็วางแผนอนาคตคิดเรียนต่อโท เพื่อนก็จะแต่งงานอยู่มะรอมมะร่อ เห็นบอกว่า 5-6 สิงหานี้ละ รุ่นน้องที่บริษัทก็ตั้งใจทำงาน โอววพระเจ้า
สาระ จากการบ้านการเมือง - กกต ก็โดนจับขังกรง การเลือกตั้ง(ครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้) ก็กะลังจะจัดอีกละ เลือกกันจัง เข้าไปซักพักเดี๋ยวก็ล้มโต๊ะอีกอ่ะ เศรษฐกิจก็ย่ำแย่ ในหลวงท่านก็ทรงพระประชวร โอ้วววจอร์จ
สาระ จากทีวี - ตะกี้ดู AF3 อยู่ แล้วก็เข้าใจสัจธรรมว่าถ้าอยากเข้าวงการบันเทิงนอกจากหน้าตาดีแล้วต้องมีจุดเด่น! ตอนที่มันโหวตคนออกประจำอาทิตย์ มีผู้ชายอยู่คนนึง V อะไรไม่รู้จำไม่ได้ แมร่งร้องไห้เป็นเผาเต่าเลย พอพิธีกรมาถามว่าจะพูดอะไรกับเพื่อนที่ต้องโดนโหวตออก มันก็ปล่อยโฮออกมาเลย บอกว่า ผมรักเพื่อนทุกคนครับ ไม่อยากให้มีใครออก...
อืมม
ก็เข้าใจนะว่าเสียใจที่เพื่อนที่อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายสัปดาห์ต้องออกจากบ้านไป แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าแค่เพื่อนออกจากบ้านมันร้องไห้ขนาดนี้ ญาติมันเสียคงฮาราคีรีตายตามไปด้วยแน่ๆเลย -*-
ฝาแฝดแอปเปิ้ล-เชอรี่นี่เห็นครั้งแรกนึกว่าเบลกะหว่าหวา หุ่นดีนะ แต่เสียงไม่ได้เรื่องเลยอ่ะ เอ๊ะ แล้วกรูจะบ่นทำไมวะ
เห็นไหมครับมีสาระเยอะจริงๆ...
ทีนี้ผมก็เลยมานั่งคิดนอนคิดว่าจะทำอะไรไร้สาระให้มันคลายเครียดดี ก็เปิด wikipedia หาความหมายของคำว่าไร้สาระก่อน (ทุกวันนี้ทำอะไรต้องมีข้อมูลครับ) ก็มาสะดุดตรงนิยามของคำว่าไร้สาระ (Nonsense)
Nonsense is an utterance or written text in what appears to be a human language or other symbolic system,
that does not in fact carry any identifiable meaning.
โอ้วววว ขนาดกรูจะทำเรื่องไร้สาระ มันยังมีสาระจนแปลไม่ออกเรย 555
เขาบอกว่าไอ้การสร้างเรื่องไร้สาระเนี่ย ทำไม่ยาก แค่เอาคำที่มีความหมายมาต่อๆกัน เดี๋ยวมันก็ไร้สาระเอง ยกตัวอย่าง
เช่นคำว่า "รากที่สองของวันศุกร์" ไม่ได้คิดอะไรเลยครับพี่น้อง รากที่สองหรือ square root ก็ operator ทางคณิตศาสตร์
ตัวนึง วันศุกร์ก็วันสุดท้ายของอาทิตย์การทำงานที่ควรจะมีความสุขมากๆ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลย
แต่เชื่อไหมว่ามนุษย์เราจะพยายามค้นหาความหมายของเรื่องไร้สาระ ทำให้มันมีสาระขึ้นมาสนองนี้ดของตัวเองให้ได้ บาง
คนก็คิดไปไกลถึงรหัสลับอะไรโน่นเลย พยายามถอดรู๊ตวันศุกร์ให้ได้ 5รู้ต2 ก็ 2.236 เอ มันมี 4 ตัวงี้ก็แทงหวยไม่ได้นี่หว่า
ต้องกลับหน้าก่อนหรือเปล่า หรือมันจะเป็น Davinci Code!
ในที่สุดผมก็ทำเรื่องไร้สาระสำเร็จจนได้... ก็ไอ้ที่คุณอ่านมาจนจบเนี่ยแหละครับ
ไร้สาระจริงๆ เขียนเอี้ยไรเนี่ย 02/07/2006 Dangerous Loop! รอบเดียวก็เสียวแว้บWarning !
อย่าพยายามที่จะรันโค้ดที่อยู่ข้างล่างนี้เป็นอันขาด นอกจากคุณจะรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ผู้เขียนไม่มีส่วนรับผิดชอบกับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับข้อมูล, ซอฟแวร์ และฮาร์ดแวร์ของคุณทั้งสิ้น
เหอๆ จั่วหัวมาก้อขู่ซะน่ากลัวเลย ทำให้มันน่าสนใจไปอย่างนั้นแหละครับ จริงๆไม่มีไรหรอก อิอิ
มาวันนี้เปลี่ยน topic มาเป็นเรื่องคอมกันบ้างดีกว่า สำหรับคนที่เป็นโปรแกรมเมอร์(หรือจะ ปะแกมมั่ว ก็ไม่เกี่ยง) ที่เขียน C# อยู่อาจจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว ถ้ารู้ก้อข้ามไปนะคับ ไม่รู้ก้อลองดู อุอุ
Microsoft เค้าบอกว่า .NET Framewok เป็น manage code แปลว่ามัน safe นะ ไอ้ผมก็เชื่อว่ามันปลอดภัย แต่เมื่อคืนมีโค้ดไม่กี่บรรทัดทำให้ความคิดผมเปลี่ยนไป โค้ดที่ว่าอยู่ข้างล่าง
Code: (C# language)
using System;
using System.Diagnostics; namespace CodeForFun
{ public class ProcessKiller { public static void Main(string[] args) { Process[] processes = Process.GetProcesses(); for (int i = 0; i < processes.Length; i++) { Process currentProcess = processes[i]; if (currentProcess != Process.GetCurrentProcess()) { currentProcess.Kill(); } } Process.GetCurrentProcess().Kill(); } } } โค้ดบ้านๆแค่เนี้ยแหละครับ ทำการลิสต์ process ทั้งหมดแล้วลูปเอาแต่ละตัวมาสั่ง Kill โดยถ้าเจอ process ของตัวเองให้ต๊ะไว้ก่อน แล้วค่อยมา Kill ทีหลังสุด
เขียนเพลินๆครับ แต่พอรันปุ๊บงิดเลย ผมคิดว่าอย่างมากมันต้องเกิด UnauthorizeActionException อะไรทำนองนี้โยนออกมาว่าไม่สามารถทำได้ มีอย่างที่ไหนเรียกโปรแกรมอื่นมา terminate ได้
เขียนเสร็จก็ Ctrl+F5 สั่ง debug เลย เรียบร้อย... สมใจอยากครับ
สำหรับคนที่ไม่ได้เขียนโปรแกรม, ไม่มี VS แต่อยากมีประสบการณ์ร่วมกะผมก็โหลดตัวนี้ไปรันดูนะ (ขำขำ)
ส่งท้าย
22/04/2006 Why do we born? What is the meaning of life?เราเกิดมาทำไม? เป็นคำถามคลาสสิกตั้งแต่สมัยไหนไม่มีใครรู้
อยู่ดีๆวันนี้ก็เกิดคิดขึ้นมาว่าเราเกิดขึ้นมาทำไมบนโลกใบนี้ อะไรคือความหมายของชีวิต ผมเชื่อว่าคนที่
นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งคงไม่ตั้งคำถามบ้าๆแบบนี้
เราเกิดมาเพื่อชำระบาปในโลกนี้ สร้างสมบุญเพื่อที่จะได้ไปอยู่บนสวรรค์กับพระผู้เป็นเจ้า รักและถูกรัก
ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ - คงเป็นคำตอบของชาวคริสต์
เราเกิดมาเพื่อชดใช้กรรมในชาติที่แล้ว และสร้างกรรมดีเพื่อจะได้ขึ้นสวรรค์ - คงเป็นคำตอบของชาวพุธ
เราเกิดมาจากจุดสูงสุดในห่วงโซ่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต จากความบังเอิญที่ไม่พบที่ไหนในกาแล็กซี่ (
เท่าที่ความรู้อันน้อยนิดของเราเข้าใจ) เพื่อเสพสังวาสและขยายเผ่าพันธุ์ - คงเป็นคำตอบของนักชีววิทยา
เราเกิดมาเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ของมนุษยชาติ เพื่อจะตอบคำถามนี้กับลูกหลานเราในอนาคต - คงเป็น
คำตอบของนักวิทยาศาสตร์
เราเกิดมาเพื่อกิน ดื่ม เที่ยว และฟันหญิง - คงเป็นคำตอบของเพลบอย
เราเกิดมาเพื่อตามหาใครสักคนบนโลกใบนี้ ที่กำลังตามหาเราเช่นกัน - คงเป็นคำตอบของผู้หญิงที่กำลัง
อินเลิฟ
แล้วมึงจะเสือกอะไรกะชีวิตกู - คงเป็นคำตอบของนักเลง
ต่างคนก็ต่างความคิด ต่างคนก็มีคำตอบของตัวเอง ซึ่งผมยินดีด้วยกับคนที่ค้นหาคำตอบได้ แต่ผมเชื่อว่า
หลายๆคนยังไม่แม้แต่จะคิดถามตัวเอง หากวันนี้ผมไปกระตุ้นต่อมสงสัยของท่านเข้าล่ะก็ ลองมาฟัง
ทฤษฎีของผมไหม ว่าเราเกิดมาทำไม?
ถ้าท่านหลวมตัวอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วก็อย่าถือสาสิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ มันเป็นมุมมองของผม -
มนุษย์คนหนึ่งซึ่งไม่เชื่ออะไรง่ายๆ หากอ่านแล้วขัดใจก็ถือว่าท่านผิดเองละกัน 555+
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์สำเหนียกตัวเองว่ามีอารยธรรมเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น
มันก็ได้สร้างเกราะป้องกันกลุ่มของมันจากภัยธรรมชาติต่างๆนาๆด้วยสิ่งที่เรียกว่า "สังคม"
"สังคม" คือกลุ่มมนุษย์ที่รวมตัวอยู่ด้วยกัน แรกเริ่มผู้ที่มีพลังมากที่สุดในกลุ่มพวกมันจะได้เป็นหัวหน้ากลุ่ม
มีสิทธิที่จะสั่งการคนอื่นๆให้ทำหน้าที่ของตน เพื่อให้สังคมยังคงอยู่ได้ มนุษย์ทุกคนมีหน้าที่ของตนเองไม่
ว่าจะแข็งแรงหรืออ่อนแอ แน่นอนว่าผู้ที่แข็งแรงกว่าย่อมมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าผู้อ่อนแอ แต่อย่างน้อยมัน
ก็ดีกว่าไปตกระกำลำบากท่ามกลางธรรมชาติและสัตว์ป่าที่มีเขี้ยวเล็บ
เมื่อสังคมมนุษย์ขยายตัว สิ่งจำเป็นที่ต้องมีต่อมาคือ "กฎระเบียบ ข้อบังคับ" เพื่อเป็นเครื่องรับประกันว่าผู้
ที่แข็งแรงจะไม่ทำร้ายคนอ่อนแอ ไม่ลักขโมย ไม่ล่วงละเมิดผู้อื่น
แน่นอนว่าเมื่อมีผู้ทำตามกฎ ก็ย่อมมีผู้ที่แหกกฎเช่นกัน ตรงจุดนี้แหละที่มนุษย์ฉลาดๆสมัยนั้นคิดค้นสิ่งที่
เรียกว่า "ศาสนา" ขึ้นมา
"ศาสนา" คือกฎทางจิตใจ ไม่ใช่ระเบียบข้อบังคับทางกายภาพอย่างเช่นกฎหมายทั่วๆไป หากแต่มันได้
บังคับให้กลุ่มคน หรือสังคม "เชื่อ" และปฏิบัติในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม - หากมองในจุดนี้จะ
เห็นความแยบยลของกลไกศาสนา เกือบทุกศาสนาในโลกสอนให้ทุกคนทำความดี ประพฤติตนเป็นคนดี(
ตั้งอยู่ในศีล) และหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ผู้ทุกข์ยากหรือด้อยกว่าตน(ทำบุญ) แล้วจะได้ผลตอบแทนที่
ยิ่งใหญ่คือการใช้ชีวิตในที่ๆสุขสบายหลังผ่านพ้นความตาย(ขึ้นสวรรค์)
ทำไมไม่มีคำสอนที่ว่า "ฆ่าเพื่อนมนุษย์ให้มากที่สุด แล้วเจ้าจะได้ไปสวรรค์" หรือ "ตบกบาลทุกคนที่คุณ
เห็นหน้า แล้วพระเจ้าจะลงมารับคุณ" - เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆกับสังคมโดยรวม
บางศาสนาสอนให้ท่าน "รัก" มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ และ "ให้" โดยไม่หวังผลตอบแทน - คำสอนนี้เป็น
สิ่งที่ฉลาดมาก เมื่อท่านรักใครสักคน ท่านย่อมอยากให้คนผู้นั้นมีความสุข และเมื่อเขาคนนั้นรักคนอื่นต่อ
ไป ต่อไป และต่อไป โลกก็จะสงบสุข - หากเทียบกับเทคโนโลยีปัจจุบันคงคล้ายกับ P2P อย่างบิตโทเร้นต์
ล่ะมัง
ผลประโยชน์ที่ได้จากการทำความดีก็เป็นสิ่งที่แยบยลอีกอย่างหนึ่ง จะมีใครหน้าไหนที่ทำโดยไม่หวังผล
ตอบแทนบ้าง ถึงไม่ได้ทางร่างกาย ก็ขอทางจิตใจล่ะ ทำแล้วสบายใจ แถมชาติหน้ายังสบายอีกต่างหาก
ทำบุญมากน้อยถ้าเราตั้งใจก็ได้ผลเท่ากัน - ยิ่งกว่าเก็งกำไรตลาดหุ้นซะอีก ซื้อมา 10 แต่ขายได้เป็นล้าน
(อย่าลืมว่าเราตั้งใจทำบุญ แม้มันจะเล็กน้อย) แต่กว่าจะเห็นผลก็นู่น ชาติหน้า รอต่อไปนะท่าน
มาถึงตรงนี้ผมเชื่อว่าหลายท่านแย้งผมอยู่ในใจ ทำบุญแล้วได้บุญชาตินี้ก็มีถมไป - ครับผมไม่เถียง
เพราะนี่ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นของผมคือกลไกทางสังคมต่างหาก
เมื่อมีสังคมและศาสนา อยู่มาวันนึงก็มีไอ้บ้าคนนึงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า "ตายห่าละ นี่กูเกิดมาทำไมกันนี่" นัก
ปราชญ์ชาวกรีกและโรมันโบราณ (Philosopher) เกิดอยากได้คำตอบว่าเค้าเกิดมาทำไมจึงเที่ยวถามใคร
ต่อใคร
ไม่มีใครให้คำตอบเขาได้ อย่าลืมว่าสมัยนั้นวิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้า ไอ้มนุษย์พวกนั้นมันไม่รู้จักหรอก
ดีเอ็นอง ดีเอ็นเอ การปฏิสนธิคืออะไร? อสุจิพวกมันยังไม่รู้จักเลย - จนอยู่มาวันหนึ่งเขาก็ไปถามเจ้า
หน้าที่ในศาสนา(หรือจะเรียกว่าพระ, นักบวช, soloaster, etc...) ท่านก็ตอบอย่างไม่ลังเล
"เราเกิดมาเพื่อรับใช้พระผู้เป็นเจ้า... เพื่อทำความดีบนโลกมนุษย์และรอวันที่พระองค์จะเสด็จมารับเรา
กลับไป"
ไอ้พวกนักปาด ยังไม่สิ้นสงสัย แล้วถ้ากรูไม่นับถือศาสนาของมรึงล่ะ พระเจ้ามรึงจะเอาไปอยู่ด้วยอ้ะป่าว -
เริ่มล่อแหลมละ เอาเป็นว่าพวกเขายังไม่เชื่อละกัน
สิ่งที่พวกนักปาดขาดไปคืออะไร ใครตอบได้ยกมือขึ้น... ติ๊กต่อกๆ
...
ศรัทธา
...
ศรัทธาเป็นสิ่งแรกที่ท่านต้องมี ถ้าเลือกที่จะนับถือศาสนา เพื่อความสบายใจที่ได้รู้ว่าเกิดมาทำไม - อย่าง
น้อยท่านก็รู้จุดประสงค์ในการเกิดมาครั้งนี้ แถมยังทำให้สังคมดีขึ้น ไม่ได้ไปไล่ตบกบาลพ่อใครอีกต่าง
หาก
ผมไม่รู้จะเลือกเป็นนักปาดหรือเจ้าหน้าที่ดี - คุณล่ะ ถ้าต้องเลือกจะเป็นใครในสองคนนี้
เป็นเจ้าหน้าที่ที่ทำตามกฎ - มีศรัทธาเพราะนั่นคือความหมายของชีวิต หรือจะเป็นนักปาดที่ไม่เชื่ออะไร
ง่ายๆ และเฝ้าถามคำถามนี้ต่อคนอื่นต่อไป
สุดท้ายนี้ผมเจอข้อความนึงที่อาจจะเป็นคำตอบให้กับคำถามบ้าบอของผม
By the way, it doesn't really matter what we were born for. We're here. We just need to try to
make the best of it and do whatever we can to be as happy as is possible for us. It is easier
for some than others.
ขอแปลเป็นไทยสำหรับท่านที่ไม่สันทัดในภาษาอังกฤษซักนิด
"ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม มันไม่สำคัญว่าเราจะเกิดมาเพื่ออะไร เราเกิดมาแล้ว ก็ควรจะทำสิ่งที่ดีที่สุดและทำ
อะไรก็ได้ที่จะทำให้เรามีความสุขมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าสิ่งนี้จะง่ายสำหรับคนๆหนึ่ง แต่บางครั้ง
มันก็ยากสำหรับคนอื่นๆ"
แล้วคุณล่ะ - เกิดมาทำไม? 21/01/2006 Mobius Chapter 3: Endless Power
31st floor, Los Angeles City Hall – ลอสแองเจลิส
บรรยากาศภายในห้องประชุมแห่งนี้กำลังตึงเครียดดั่งเชือกเขม็งเกลียว ขัดกับทัศนียภาพนอกตึกอย่างสิ้นเชิง รอบโต๊ะมะฮอกกานีขัดเงาตัวใหญ่ที่ถูกใช้เป็นโต๊ะประชุมตัวนี้ มีคนหลายเชื้อชาติรายล้อมอยู่ แต่ละคนล้วนเป็นผู้กุมอำนาจระดับสูงของประเทศตนเอาไว้
ชายวัยกลางคน นัยน์ตาสีดำขลับ ตัดผมเกรียน ท่าทางทะมัดทะแมงแบบทหาร เหลือบไปสบตากับหญิงสาวที่กำลังก้าวเข้ามาในห้อง
“ดีใจที่ได้เจอคุณอีก อลิซ” ชายผู้นั้นเอ่ยขึ้น
“หวังว่าดิฉันคงมาทันการประชุมนะคะ ผู้พันเครเมอร์”
“แน่นอน อันที่จริงการประชุมนี้จะเริ่มขึ้นไม่ได้ถ้าขาดคุณนะ อลิซ”
ชายที่นั่งข้างๆพันเอกเครเมอร์ ทาทะรัส ขยับเก้าอี้ไปด้านหลัง แล้วลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้าและสุขุม น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานชาวอเมริกันมากไปซักหน่อย ดูจะไม่สามารถบดบังรัศมีอำนาจของเขาไปได้เลย ผู้นี้คือประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสหรัฐอเมริกา
ท่านประธานาธิบดีกล่าวด้วยเสียงอันดังโดยไม่ใช้ไมโครโฟนกับที่ประชุม “เอาล่ะ เก็บบทสนทนาทักทายกับลูกน้องของคุณไว้ก่อนนะ ทาทะรัส... ผมขอประกาศว่าการประชุมโครงการโมบิอุสครั้งที่ห้าได้เริ่มขึ้นแล้ว”
“ดังที่ทุกท่านทราบดีว่าโครงการนี้มีความสำคัญกับพวกเรามากเพียงใด ในนามของสหรัฐอเมริกา ผมขอแสดงความเสียใจที่ต้องยกเลิกการประชุมครั้งที่แล้ว เนื่องจากเหตุขัดข้องทางเทคนิคบางประการ”
อลิซนั่งลงตรงที่ว่างข้างๆนายกรัฐมนตรีของอังกฤษพลางคิดในใจ “ที่ภาชนะถูกขโมยไปตั้งสองเดือน ทำให้ฉันต้องไปล่าเหมือนหมาล่าเนื้อตามเอามานั่นไง” “ในขณะนี้ เราพร้อมแล้วที่จะสาธิตให้ทุกท่านตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของโครงการโมบิอุส” ปธน. โบกมือไปทางซ้าย แสงในห้องค่อยๆถูกแทนที่ด้วยความมืด
สายตาของทุกคนในห้องประชุมถูกดึงดูดไปที่ภาพโฮโลแกรมสามมิติที่ถูกฉายขึ้นมาท่ามกลางความมืด เป็นภาพคนในอียิปต์โบราณกำลังเกี่ยวข้าว ส่งเสียงพูดคุยกันจ้อกแจ้กจอแจ ด้วยเทคโนโลยีโฮโลแกรมชั้นสูง เครื่องฉายภาพสี่ตัวที่ติดไว้รอบห้องและลำโพงแบบเซอร์ราว ทำให้ผู้เข้าประชุมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนั่งอยู่กลางนาข้าวในอียิปต์ยังไงยังงั้น
“ขอผมสักเครื่องได้ไหมเนี่ย ว่าจะเอาไปเปิดหนังโป๊ดูที่บ้าน” ชายหนุ่มผิวขาว รุปร่างค่อนข้างผอม หน้าตายียวน พูดติดตลก พันเอกเครเมอร์หันไปมองด้วยหางตาเป็นสัญญาณให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาหุบปาก
“ผมก็ว่ามันตลกดีนะ” ชายคนนั้นยักไหล่ทำท่ายอมแพ้ แล้วเบนความสนใจไปที่ทุ่งนารอบๆตัว
“ในอดีต มนุษย์เราก้าวพ้นยุคอนารยะแห่งการล่าสัตว์ด้วยการเพาะปลูก อาหาร คือปัจจัยสำคัญของอำนาจ ผู้มียศฐาบรรดาศักดิ์จึงได้รับอนุญาติให้มีที่ดินในการเพาะปลูก”
อยู่ๆก็มีผู้ชายควงดาบวิ่งมาจากมุมห้อง ชายคนนั้นวิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ตรงบริเวณที่หญิงชาวอียิปต์จับกลุ่มคุยกันระหว่างเกี่ยวข้าว ทั้งกลุ่มแตกฮือทันทีที่เห็นประกายจากดาบสะท้อนแสง ชายคนนั้นฟาดดาบลงมาที่หญิงเคราะห์ร้ายที่หนีไม่ทันอย่างไม่ปราณี เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นรวงข้าวสีเขียวอ่อนภรรยาประธานาธิบดีฮอลแลนด์ตกใจร้องกรี๊ดพร้อมเอามือปิดตา เมื่อสามีของเธอสะกิดพร้อมแกะมือออก เธอจึงเข้าใจว่ามันเป็นแค่เหตุการณ์จำลองจากโฮโลแกรม
บรรยากาศร่องนาที่สงบสุขแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เสียงลูกธนูพุ่งพาดผ่านจากมุมห้องไปสุดอีกมุมห้องนึงหวีดหวิวสมจริงซะจนผู้เข้าร่วมประชุมขวัญอ่อนบางคนพยายามมุดหัวให้ติดโต๊ะ
เสียงร้องโอดโอยระงมไปจากทั่วทุกสารทิศ บ้างก็เป็นเสียงเฮของฝ่ายที่เข้าเข่นฆ่า บ้างก็เป็นเสียงร้องขอชีวิตอย่างน่าเวทนาของฝ่ายที่ถูกฆ่า วนเวียนกันไปอย่างไม่มีที่ท่าว่าจะจบสิ้น
“กาลเวลาเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสงคราม เมื่อมนุษย์ครอบครองอำนาจและปกครองพวกของตนได้ เขาเหล่านั้นก็กระหายที่จะแสวงหาแผ่นดินและผู้คนที่จะครอบงำต่อไป อาวุธและกำลังทหารกลายเป็นปัจจัยหลักของอำนาจ”
“ชั้นว่าหนังเรื่องนี้เป็นตัวเก็งรางวัลออสการ์สาขาสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ปีนี้แหงมๆ เธอว่าไหม ไซเรน?” ชายคนเดิมหันไปถามผู้หญิงที่นั่งข้างๆ เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังตั้งใจฟังการบรรยายนี้อย่างเต็มที่ เลยไม่ได้สนใจที่เขาพูดแม้แต่น้อย
อลิซยิ้มที่มุมปาก ถึงเธอจะไม่ได้เจอเขามาเจ็ดปีแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าเวลาจะไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยอพอลโลได้เลย จอมตลกฝืด อพอลโลหันมาสบตาอลิซแล้วทำท่ายักไหล่
บรรยากาศรอบๆห้องเริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง ควันไฟและเสียงผู้คนที่บาดเจ็บจากสงครามค่อยๆจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยภาพผู้คนมากมายเดินสวนกันขวักไขว่ ตรงที่เคยเป็นกองศพทหารชาวอียิปต์กลับกลายเป็นร้านค้าที่มีพ่อค้าแม่ค้าประชั้นสินค้าต่างๆเพื่อเรียกเหล่าลุกค้าเข้ามาแวะเวียนที่ร้านของตน
“ผู้คนเริ่มตระหนักถึงอำนาจของการแลกเปลี่ยนและเงินตรา กงล้อแห่งอำนาจได้หมุนไปอีกครั้งตามกาลเวลา ความร่ำรวยกลายเป็นอำนาจที่ผู้คนใฝ่ฝัน”
มีรถคันหนึ่งวิ่งผ่านข้างตลาดไป ทิวทัศน์รอบห้องเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เสียงคนขายของเซ็งแซ่เริ่มจางลง กลายเป็นเสียงเร่งเครื่องยนต์ของรถคันนั้น ทุกคนรุ้สึกเหมือนตัวเองเป็นหยดน้ำมันที่วิ่งไปตามท่อจ่ายน้ำมันจนกระทั่งถึงหัวสูบ แล้วภาพก็หยุดนิ่ง
“ในปัจจุบันสิ่งที่เป็นกุญแจไขไปสู่อำนาจแห่งยุคสมัยไม่ใช่ความร่ำรวย พลังงานต่างหาก ผู้ที่ควบคุมมันได้คือผู้ชนะอย่างแท้จริง...”
“น่าเสียดาย ทรัพยากรล้ำค่าอย่างน้ำมัน กลับตกอยู่ในมือของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง พวกมันเลยมีอำนาจในการต่อรองกับพวกเรา... แต่นับจากนี้ไป พลังงานจากน้ำมันจะเป็นแค่แสงจากหิ่งห้อย เมื่อเทียบกับโครงการโมบิอุสของเรา”
วัตถุทรงกลมใสขนาดยักษ์ปรากฎขึ้นกลางอากาศ ประกอบการบรรยายของท่านประธานาธิบดี เกือบทุกคนในห้องแทบจะกลั้นหายใจฟังรายละเอียกของโครงการที่พวกเขาสูญเงินไปหลายพันล้านดอลลาร์โดยไม่มีวี่แววว่าจะได้รับผลตอบแทน เพื่อแลกกับการเป็นสปอนเซอร์ จะมีก็แต่อพอลโลที่กำลังนั่งหาว พลางคิดในใจว่าเมื่อไหร่ลุงพุงพลุ้ยคนนี้จะพล่ามจบเสียที
“วัตถุชิ้นนี้คือส่วนประกอบหนึ่งของโมบิอุส มันถูกสร้างโดยพิโคเทคโนโลยี ด้วยการใช้เลเซอร์เจียระไนวัสดุพิเศษที่มีความสามารถสะท้อนและเก็บกักพลังงานบริสุทธิ์ไว้ภายใน โดยจะถูกปลดปล่อยเมื่อพลังงานถึงขีดที่กำหนดไว้ เราเรียกมันว่าภาชนะ”
“เมื่อเราฉีดควากซ์ลงไปในภาชนะ อนุภาคเหล่านั้นจะพยายามดีดตัวออกจากกัน แต่ก็ต้องสะท้อนไปมาอยู่ในนั้น จนกว่ามันจะก่อให้เกิดพลังงานที่มากพอ วัสดุที่ใช้สร้างภาชนะมีคุณสมบัติจดจำรูปร่างเดิมของมันได้ จึงไม่ต้องกังวลว่าควากซ์จะหลุดออกมาเพ่นพ่านนอกภาชนะ... แน่นอน กระบวนการทั้งหมดมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น”
ภายในภาชนะขนาดยักษ์เริ่มมีความมืดเข้ามาครอบคลุมทำให้ขุ่นมัวและมองไม่เห็นอีกฟากหนึ่ง ภาพโฮโลแกรมซูมเข้าไปให้เห็นอนุภาคที่กำลังสะท้อนไปมาในภาชนะ ทันใดนั้นก็เกิดแสงสว่างวาบขึ้นมาทั้งห้อง “พลังงานที่ได้จากกระบวนการดังกล่าวนี้ มากพอๆกับที่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์สที่ดีที่สุดของอเมริกาผลิตได้ในวันนึงเลยทีเดียว... ที่สำคัญเราไม่จำเป็นต้องเติมอนุภาคเพื่อกระตุ้นกระบวนการเป็นครั้งที่สอง มันจะดำเนินการไปโดยอัตโนมัติอย่างไม่รู้จบ ดั่งชื่อของมัน โมบิอุส วงกลมที่ไม่มีทั้งหน้าและหลัง”
นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษหันมาถามผู้บรรยาย “ฟังดูก็น่าสนใจดี แต่ผมไม่เห็นว่ามันจะแตกต่างจากพลังงานนิวเคลียร์สที่เรามีอยู่แล้วตรงไหน” ผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่นพึมพำแสดงความเห็นของตนออกมาบ้าง
“ไม่แตกต่างหรอกครับท่านายกรัฐมนตรี ถ้าภาชนะที่ผมว่าไม่ได้มีขนาดเท่านั้น” ปธน. ชี้นิ้วไปที่อลิซ เธอหยิบภาชนะออกมาอย่างรู้งาน “ขนาดของมันเล็กกว่าแบตตารี่รถยนต์ด้วยซ้ำไป นวัตกรรมชิ้นนี้สามารถประยุกต์เป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีวันหมดในสิ่งประดิษฐ์ทุกชนิดที่เรามี ทุกท่านลองนึกถึงรถยนต์ที่ไม่ต้องเติมน้ำมัน โทรศัพท์มือถือที่ไม่ต้องชาร์จแบตตารี่ หรือแม่กระทั่งยานอวกาศที่จะเดินทางไปในอนันตกาลโดยไม่ต้องห่วงเรื่องเชื้อเพลิ่งที่มีอยู่จำกัด มันเป็นการก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ เป็นชัยชนะของวิทยาศาสตร์... และของพวกเรา”
“หรือแม้กระทั่งปืนเลเซอร์แบบพกพา” เครเมอร์กล่าวขึ้นมาลอยๆ ผู้เข้าร่วมประชุมบางคนตาลุกวาว
“แน่นอนว่าสิทธิบัตรของนวัตกรรมชิ้นนี้จะเป็นของพวกเราทุกคนในที่นี้เพียงเท่านั้น ลองคิดถึงผลตอบแทนมหาศาลจากการลงทุนอันเล็กน้อยของพวกท่านดูละกัน” ประธานาธิบดีกล่าวเสริม
การประชุมสามครั้งแรกของโครงการโมบิอุสล้วนแต่มีวัตถุประสงค์เพื่อหาสปอนเซอร์จากผู้นำประเทศและผู้มีอำนาจทั่วโลก หากแต่ในวาระนี้จุดประสงค์ของการประชุมมีเพื่อไขความกระจ่างของโครงการ รวมถึงสร้างความมั่นใจให้ผู้ลงทุนทั้งหลาย วันนี้ผ่านพ้นไปได้อย่างสวยงาม สปอนเซอร์ทุกคนยอมลงทุนเพิ่มเพื่อสิ่งล่อใจอันหอมหวาน พลังงานที่ไม่มีวันหมด
ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกายืนส่งแขกคนสุดท้ายด้วยรอยยิ้มน่าประทับใจในแบบของเขา ห้องประชุมที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วเหลือเพียง 5 คนที่ยังไม่เสร็จธุระ
“ท่านบรรยายโครงการของเราได้ดีมากครับ เราคงระดมทุนเพิ่มได้นับหมื่นล้านดอลล่าร์เลยทีเดียว” พันเอกเครเมอร์เอ่ยชมท่านประธานาธิบดี แม้เขาจะไม่ค่อยถูกกับชายคนนี้นักแต่ก็รู้ว่าอะไรคือกาละเทศะ
“ผมปิดการขายได้เสมอแหละ ทาทะรัส มันเป็นอาชีพของผมนี่นา”
“ปัญหาของเราเพิ่งแก้ไปได้แค่เปลาะเดียวเท่านั้นเอง ยังมีเรื่องกำแพงภาษีเฮงซวยอะไรนั่น แล้วไหนจะเรื่องวาติกันกระโดดเข้ามาร่วมวงอีก เฮงซวยจริงๆ” ประธานาธิบดีพูดอย่างหัวเสีย
“ผมหวังว่าคุณกับคนของคุณจะจัดการเรื่องเหล่านี้ได้เรียบร้อย ก่อนที่ผมจะกลับมาจากนิวเจอร์ซี่นะ” ประธานาธิบดีกล่าวทิ้งท้ายแล้วเดินออกจากห้องประชุม พุงพลุ้ยๆของเขากระเพื่อมไปมาขณะเดินจนพ้นประตู
เมื่อประธานาธิบดีเดินไปจนลับสายตา เครเมอร์กดรีโมตปิดประตู แล้วกดปุ่ม “ตัดสัญญาณ” เพื่อให้แน่ใจว่าความลับในห้องนี้จะไม่รั่วไหลไปข้างนอก
“ชั้นเพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้คนอเมริกันเลือกเซลล์แมนพุงพลุ้ยมาเป็นประธานาธิบดีนะเนี่ย” อพอลโล่พูดขึ้นมาลอยๆ คนที่เหลือต่างคุ้นเคยกับการพูดจาไม่ระวังปากของเขาดีจึงไม่ได้พูดว่าอะไร
“อลิซ ภารกิจที่โยโกฮาม่าลุล่วงไปด้วยดี มีอะไรจะรายงานฉันเพิ่มเติมนอกจากภาชนะที่เธอเอากลับมาไหม?”
อลิซส่ายหน้าแทนคำตอบ – เธอโกหก
“นี่เป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดปี ที่ฉันเรียกลอสแองเจิลมาถึงสามคนพร้อมๆกัน พวกเธอคงเข้าใจดีว่าภารกิจต่อไปมันสาหัสแค่ไหน”
อลิซ – ไซเรน – อพอลโล รู้คำตอบเป็นอย่างดี ตั้งแต่พวกเขาได้เป็นสมาชิกของลอสแองเจิล หน่วยจารกรรมลับที่ขึ้นตรงกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ทีมที่ทำให้เดลต้าฟอร์ซเหมือนเด็กอมมือเมื่อเทียบในเทคโนโลยีที่ใช้ก็ดี หรือแม้แต่ความสามารถเฉพาะตัวของสมาชิกในทีม ลอสแองเจิลคนเดียวก็สามารถปฏิบัติภารกิจลุล่วงเสมอมา ครั้งล่าสุดที่เครเมอร์เรียกใช้มากกว่าหนึ่งคน คือตอนที่เค้าสั่งให้มาร์สกับฮาเดสบุกไปถล่มรังผู้ก่อการร้ายเลือดใหม่ที่กำลังสร้างอำนาจอยู่แถบเปรูแบบ “เอิกเกริก” มาร์สดีใจจนออกนอกหน้าที่ได้ยืดเส้นยืดสายฆ่าทีละหลายๆคนพร้อมๆกัน ข่าวจากรัฐบาลเปรูออกมาว่ากลุ่มผู้ก่อการร้ายโดนกวาดล้างโดยความช่วยเหลือของกองทัพสหรัฐ – กองทัพที่มีแค่สองคนก็เกินพอ
“เป้าหมายของเราคือวาติกัน” เครเมอร์สั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“จะให้ลอบสังหารสันตปาปา หรือจัดการให้เรียบเป็นหน้ากลองทั้งเมืองดีคะ” ไซเรน – หญิงสาวอายุไล่เลี่ยกับอลิซ ผมสีบลอนด์หยิกเล็กน้อยยาวประบ่า นัยน์ตาสีฟ้า ท่าทางไม่ต่างไปจากไอด้อลที่ได้รับความนิยมในอเมริกาเอ่ยถามผู้บังคับบัญชา
“ยังโรคจิตไม่มีเปลี่ยนเลยนะ ยัยเสียงแปดหลอด” อลิซเหน็บ
“หุบปากเน่าๆของหล่อนไว้กินข้าวเถอะ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว” ไซเรนกำหมัดท่าทางเอาเรื่อง เธอไม่พอใจที่สุดเวลามีคนมาเหน็บแนมเรื่องเสียงของเธอ
“พอที – ทั้งสองคนนั่นแหละ ลินซี่ อลิซ” เครเมอร์ตวาดเสียงดังด้วยความรำคาญ สองคนนี้เจอกันทีไรเป็นกัดกันเหมือนหมาแมวทุกทีสิน่า
“ไม่ใช่ทั้งสองอย่างที่เธอพูดมา ลินซี่ – ฉันอยากให้เธอเข้าไปในวาติกันเงียบๆ แล้วเอาจดหมายฉบับนี้ยื่นให้กับท่านสันตปาปา ต้องไม่มีใครในวาติกันระแคะระคายการมาเยือนของพวกเธอ” เครเมอร์ยื่นซองจดหมายสีขาวให้กับพวกหล่อน อพอลโลจำใจต้องหยิบขึ้นมาเนื่องจากอลิซกับไซเรนกำลังเขม่นกันอย่างกินเลือดกินเนื้อ
“เรื่องแค่นั้นทำไมต้องเรียกพวกเรามาพร้อมๆกันด้วยล่ะครับ” อพอลโล่ทำสีหน้าเบื่อหน่าย
“ภารกิจครั้งนี้อันตรายมากเพราะมี ไมทัวแรนต์อยู่คนหนึ่งในวาติกัน ที่สำคัญไอ้หมอนั่นเป็นมือขวาของโป๊ป”
อพอลโล่ทำหน้างง ไมทัวแรนต์? ชื่อบอยด์แบนวงใหม่หรือเปล่าหว่า?
อลิซและไซเรนเข้าใจเรื่องทั้งหมดในทันที ไมทัวแรนต์คือคำที่ใช้เรียกผู้ศึกษาในศาสตร์แห่งไมทัวร์ หรือที่เรียกง่ายๆก็คือนักสะกดจิต มันไม่ใช่ปาหี่อย่างที่พบเห็นได้ทั่วไปตามช่องทีวีหรืองานวัดสมัยก่อน หากแต่มันเป็นศาสตร์ที่ลึกล้ำ ซึ่งจะหาคนที่เป็นไมทัวแรนต์ได้น้อยมาก เนื่องจากพวกเขาอันตรายจนเกินไป
จะสะกดไมทัวแรนต์ต้องใช้พวกเดียวกันเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่พวกเธอทั้งสองคนถูกเรียกมารับภารกิจนี้นั่นเอง
“ดิฉันขอบายค่ะ ภารกิจนี้ลำพังแม่ตาผีคนเก่งกับอพอลโลก็คงจะเกินพอแล้วล่ะ” ยังไม่ทันที่เครเมอร์จะพูดอะไร ไซเรนก็หันหลังแล้วหยิบรีโมตที่เครเมอร์วางไว้ปลดล็อกประตู เดินออกไปนอกห้องอย่างกระฟัดกระเฟียด แค่คิดว่าต้องอยู่ใกล้ยัยอลิซเกิน 5 นาที เธอก็ขยะแขยงจนแทบจะทนไม่ได้แล้ว
“เฮ้คนสวย ใจคอเธอจะไม่อยุ่คุยกันฉันเพื่อนก่อนเหรอ ไม่ได้เจอกันตั้งเจ็ดปีเชียวนะ ยู้ฮู” อพอลโล่ตะโกนไล่หลัง แต่ไซเรนเดินลับสายตาไปแล้ว
“ปล่อยเธอไป เธอต้องรับผิดชอบแน่ ฐานที่ขัดขืนคำสั่งผู้บังคับบัญชา” เครเมอร์อดกลั้นโทสะ หากคนพวกนี้ไม่ใช่มือหนึ่งของเขา ไม่มีวันที่เขาจะทนการกระทำไร้มารยาทอย่างเมื่อครู่ได้แน่
“เอาล่ะ พวกเธอทั้งสองคนมีเวลาสามวันในการเตรียมตัวรับภารกิจนี้ รายละเอียดจะถูกส่งไปยังที่พักของพวกเธอด้วยวิธีการเดิม ขอให้สนุกกับการพักผ่อน” เครเมอร์เดินออกไปจากห้องอีกคน
อพอลโล่ทำท่าทางครุ่นคิด อลิซหันหน้าไปคุยกับเขาเพราะคิดว่าเธอติดอธิบายคำว่าไมทัวแรนต์กับเพื่อนร่วมทีมอยู่
“อืม... ฉันคิดมาตลอดเลยนะ ตั้งแต่จบการประชุม”
“มันจะดีตรงไหนถ้าแบตตารีมือถือไม่มีวันหมด แล้วจะเอาข้ออ้างที่ไหนเวลาสาวๆโทรมาล่ะ”
อลิซยิ้ม ดูเหมือนว่านี่จะเป็นมุขตลกของอพอลโล่ที่เข้าท่าที่สุดในรอบเจ็ดปี.
26/11/2005 บันทึกขี้เมา ตอน กาลครั้งหนึ่ง ณ ลานเบียร์เวิร์ลเทรดเมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา (25/11/05) ที่บริษัทมีนัดกันไปกินเลี้ยงส่งเพื่อนร่วมงานคนนึงที่ลานเบียร์ central world
พอ 6 โมงเย็นปุ๊บก็พุ่งฉิวไปเลย สภาพการจราจรเป็นอย่างที่คิดไว้ ม่างติดจิงๆ -_-'
ไปถึงก็กะจะกิน siszler (สะกดถูกป่าวหว่า) แต่ม่าง ทั้งๆที่มีคนมาจองไว้มันยังไม่เก็บที่ไว้ให้ สุดท้ายเลยอดกินซะงั้น
พวกพี่ที่ทำงานคนอื่นๆ ที่มากะรถคันอื่นก็มาถึงกันหมดละ เลยเปลี่ยนกำหนดการตรงดิ่งลงมาลานเบียร์เลย (สมใจเรา อิอิ
ดีนะที่จองโต๊ะไว้แล้วที่ลานเบียร์สิงห์ ติดๆกะอาซาฮี ได้โต๊ะหน้าสุดเลยอ่ะ เราก้อนั่งติดกะเวทีเลย ตอนที่มาถึงโต๊ะอื่นเค้าเริ่มกินกันไปละ เห็น tower เบียร์โต๊ะข้างแล้วเริ่มน้ำลายไหล อาการลงแดงอยากแอกอฮอลเริ่มปรากฎ แต่แบบหิวข้าวมากกว่า เลยเดินไปซื้อข้าวมากินกะสหายโจ (มากินข้าวที่ลานเบียร์ ถ้าไม่ฉลาดโคดๆทำไม่ได้นะเนี่ย)
สหายโจได้ข้าวหน้าเป็ด เราได้ข้าวหมูแดง แพงสัด สองจาน 115 ดีนะไม่ใช่ตังตัวเอง 555 พอเดินกลับมาที่โต๊ะเห็นคนอื่นยังไม่ได้กินข้าวเหมือนกัน ไอ้เราก็เริ่มละอายใจ จะชิงกินก่อนก็ใช่ที่ เลยต้องหักห้ามใจส่งหมูแดงตัวนั้นลงท้องคนอื่นไปก่อน (เป็ดไอ้โจ ก็ไปก้าบๆ ในท้องคนอื่นเหมือนกัน) แล้วไปสั่งใหม่ ทีนี้ขี้เกียจไปละ ฝากสหายโจซื้อให้แทน
นั่งชิว ชิว แล้วก็ดูวงบนเวทีมันร้องเพลง แม่เจ้า อะไรมันจะโชว์ขนาดน้านนนน ยังกะคาบาเร่ต์ จำไม่ได้แล้วว่ามันร้องเพลงอะไร รู้แต่ว่า ใหญ่มาก! แถมแต่งตัวเอาใจหนุ่มๆสุดขีด เปลือยหลัง โนบรา ผ้าผืนน้อย โอ้วว มันเยี่ยมมากเลยจ๊อช
อารมณ์นั้นไม่กงไม่กินมันละเบียร์ กินนมดีกว่า 555+ ติดใจวงนี้จริงๆ (โดยเฉพาะนักร้องคนนั้นอ่ะ) ส่ายสะบัด ขนาดรุ่นพี่ที่เรียบร้อยๆ (ไม่ประสงค์จะออกนาม เนื่องจากกลัวพี่เค้าเสื่อมเสีย) ยังมองไปยิ้มไป อิ่มนมกันถ้วนหน้า อิอิ
เมียงมองโต๊ะอื่นเค้าก็กินเบียร์กะกับแกล้มกัน แต่ทำไมโต๊ะเราก้มหน้าก้มตากินกันแต่ข้าวหว่า -_-'
แล้วเวลาแห่งความสุนทรีก็มาถึง พอได้คูปองมา เรากะสหายโจก็อาสาไปแบกทาวเวอร์เบียร์มาแจกจ่ายคลายหนาวให้เพื่อนๆพี่ๆ พุ่งผ่านฝูงคนไปที่ขายเบียร์สิงห์ยังกะจรวด (คนอื่นคงคิด ทำไมเวลาทำงานไม่เร็วงี้มั่งวะ 555) พอสั่งเค้าว่าเอาทาวเวอร์นึง คนขายมันบอกให้ไปแบกทาวเวอร์มาด้วย ไม่มีอันว่างแล้ว เรานี่งิดเลย นึกว่าจะต้องสั่งเป็นเหยือกแทนซะแล้ว
จริงๆราคามันก็เท่ากันแหละ ของสิงห์ 3 เหยือก = 1 ทาวเวอร์ แต่ฟีลลิ่งมันต่างกันเยอะเลยระหว่างรินจากเหยือกกะกดจากทาวเวอร์ จิงแมะ
เหมือนฟ้าลิขิตให้เมา ขณะที่กำลังจะเอาแบบเหยือกแทนนั้น ก็มีทาวเวอร์ว่างมา 1 อันพอดี พวกเรารีบบอกให้เค้าเติมใส่อันนั้นอ่ะ แล้วก็ได้เบียร์ 1 ทาวเวอร์สมใจอยาก แบกกลับมาที่โต๊ะ
พอกลับมาถึงโต๊ะก็กลายเป็นมีอยู่แล้วทาวเวอร์นึง แต่เป็นของเบียร์อาซาฮี สรุปเลยมีสองทาวเวอร์ ทุกคนเริ่มมองหน้ากันว่าจะกินหมดไหมวะเนี่ย คนกินจริงๆมีไม่เยอะ เพราะส่วนนึงก็ต้องขับรถกลับ ส่วนนึงไม่กินของมึนเมา (สันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากอาการอิ่มนมก่อนหน้านี้ อิอิ) ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษเราเลยสั่งให้เด็กรินเบียร์(จำเป็น) กดมาให้ด่วนหนึ่งแก้ว ไอ้โจทรยศไปลิ้มรสเบียร์อาซาฮีเฉยเลย เราลองชิมของอาซาฮีดูก็ติดใจ รสมันนุ่มกว่าสิงห์เยอะเลยอ่ะ (แน่นอนแพงกว่าด้วย) แล้วก็ตัดใจกระดกสิงห์ในแก้วจนเกลี้ยง
หนึ่งแก้วก็แล้ว สองแก้วก็แล้ว สาม สี่ ห้า ... เบียร์ในทาวเวอร์อาซาฮีลดลงอย่างรวดเร็ว ไปเริงร่าในท้องของบรรดาเพื่อนๆพี่ๆตามระเบียบ เด็กกดเบียร์ไม่มีที่ท่าว่าจะเหน็ดเหนื่อย(เธอเป็นหญิงแกร่งจริงๆ) กว่าที่เธอจะได้กินแก้วแรกก็นู่น เกือบหมดทาวเวอร์แรกแล้วอ่ะ
ในที่สุดสาเหตุของรถติดก็แสดงตัว ตอนอยู่บนรถได้ยินว่าจะมีมินิคอนเสริตของ Groove Rider ไอ้เราก็นึกไปว่ามันจะไปโชว์ลานไฮเนเก้น ที่ไหนได้มันมาร้องรดต้นคอเรานี่เอง กรี๊ดดดดดด ไม่ใช่แฟนวงนี้หรอกนะ เคยฟังมันแสดงสดสองครั้ง ครั้งแรกก็เป็นลานเบียร์เหมือนกันแต่จัดที่มอ เมื่อกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ครั้งที่สองก็ที่นี่แหละ
ไม่รู้ทำไม ไอ้วงนี้มันชอบมาร้องเพลงให้คนเมาฟัง สงสัยถ้ายังมีสติอยู่จะฟังไม่เพราะมั้ง 555 ขึ้นมาเซ็ตโน่นนี่เสร็จ มือกีต้าร์กะมือเบสมันก็โชว์เลย เจ๋งโคดดด ยอมรับว่าดนตรีมันปึ้กมั่กๆ ชอบสุดๆตอนกีตาร์ลีดสลับกะเบส มันตบสายโคดมันเลย ไอ้นักร้องก็ส่ายยึกยักอยู่บนเวทีอยู่นั่นอะ เห็นพี่โป้งบอกว่ามือเบสเรียนเตรียมรุ่นเดียวกะเค้า ...
เพลงแรกมาถึงพวกผู้หญิงก็สำลักเบียร์กันเป็นแถบ ... "คิดถึงหน้า พ่อแม่ของเธอไว้..." เออเฮ้ย ม่างเข้าใจเลือกเพลงมาร้องจิงๆว่ะ 555 ขนาดคนมาเมามันยังแอบเตือนสติ
มีแฟนๆกรู๊ฟฯ มาออกันหน้าเวทีสลอนเลย มาเบียดโต๊ะข้างๆเราเนี่ยแหละอบอุ่นดี
จุดพีคของงาน (สำหรับเรา) คงเป็นตอนที่มันร้องเพลงๆนึง ไม่รู้จักชื่ออ่ะ จำได้แต่ชอบท่อนนี้โคดๆ
"พระพยอม อาฮ่า อาฮ่า ไอไลค์อิต อาฮะ อาฮะ"
ชอบจิงๆ ม่างเหี้ยได้ใจ ขนาดพระขนาดเจ้ามันยังไม่เว้น เอามาอาฮะ อาฮะ ได้เลย 555
ในที่สุดสองทาวเวอร์แรกก็หมดเกลี้ยง คนโต๊ะนี้มันแรงจริงๆ เราเองฟาดไป 5 แก้วละ แต่ยังเฉยๆอยู่ สหายโจก็เริ่มยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตามสไตล์ป๋าโจเวลากึ่มกึ๊ม (ใครเคยแดกเหล้ากะมันคงจำได้ เวลาเมาไอ้เชี่ยนี่มันชอบอารมณ์ดี หัวเราะอย่างเดียว จนเราเผลอคิดไปว่ามีคนชงเหล้าผสมกัญชาให้แม่งกินป่าววะ -_-') หมดสุราแต่คนยังไม่หมดความกระหาย เรากะโจ(อีกแล้ว) เลยอาสาไปแบกมาอีกทาวเวอร์สนองผองเพื่อน คราวนี้เลือกอาซาฮีแหละ
ไอ้โจมาด้วยกันถึงบู๊ตอาซาฮีแต่ก็หายไปไหนไม่รู้ เราเลยต้องยืนรออยู่คนเดียว อารามตอนนั้นเบียร์ในท้องเริ่มออกฤทธิ์ หยิบฐานทาวเวอร์ใครก็ไม่รู้ติดมือกลับไปด้วย พอกลับมาที่โต๊ะก็เห็นมันมีอยู่แล้วสองอันนี่หว่า เอ๊ะอันนี้มันมาจากหนาย 555
ท่านผู้จัดการของเรามาถึงแล้ว หลังจากไปทำธุระให้บริษัทเรียบร้อย มานิต (ไม่รู้สะกดถูกป่าว) Tester ชาวอินเดีย เพื่อนร่วมงานก็มาถึงด้วย... อ้อ พี่ใหม่กะพี่เก๋ก็มาแจมหลังจากไปฟังสนธิที่สวนลุม ตอนนี้เริ่มมีคนทยอยกลับกันบ้างละ แต่เรายังม่ายมาว
วงกรู๊ฟฯ แสดงจบละ ตอนนี้เค้าเปิดเพลงให้ฟังแทน พี่ P(นามสมมุติ) เริ่มออกอาการอินกะเพลง โยกหัวอยู่คนเดียว พวกเราได้แต่มองตากันปริบๆ เริ่มเดากันไปต่างๆนาๆ ว่าองค์ไหนกำลังลงมาประทับพี่เค้าอยู่ตอนนี้ (ล้อเล่นน้า พี่ P)
นับที่กินไปได้ 8 แก้ว ไอ้ที่ไม่ได้นับนี่ไม่รู้เท่าไหร่ เพราะเริ่มไม่อยู่ในสภาพที่จะนับเลขได้ละ เพลงที่เค้าเปิดก็เริ่มเพราะขึ้นเรื่อยๆจากฤทธิ์แอกอฮอล ในที่สุดทาวเวอร์ที่สามก็หมดลง แต่ยัง ยังไม่เลิกกิน กรูม่ายมาวไม่เลิกเว้ยวันนี้ 555+
คูปองที่เหลืออยู่นับมูลค่าได้ 230 บาทถ้วน (นับตั้งนานกว่าจะรู้ว่ามัน 230 เนื่องจากมึนๆ) ได้คูปองจากมานิตมาสมทบอีก 160 เอ้าเฮ! เอาอีกทาวเวอร์ เอาอีกทาวเวอร์
ตรงดิ่ง (จริงๆแล้วโซเซ) ไปที่บู๊ตสิงห์ เอามาอีกทาวเวอร์ มากะมานิต แล้วก็เริ่มคุยกะเค้า ไม่รู้เป็นอะไรเวลามึนๆแล้วเริ่มพูดภาษาไทยไม่แข็งแรง เลยต้องสนทนากะชาวต่างชาติ
สังเกตอาการเพื่อนๆร่วมโต๊ะมีอยู่สี่ประเภท
มีวงใหม่มาร้องบนเวที ม่างร้องแต่เพลงเก่าๆ ทำเอาพี่ P โยกหัวไม่หยุด ชูมือขวาเฮ้วๆ ไอ้เราก็ผ่านไป 10 แก้วจากการโดนบังคับชนแก้ว เริ่มเมาละ เลยชูมือขวาโยกหัวเป็นเพื่อนพี่เค้า ตอนนี้โต๊ะอื่นคงคิดอ่ะว่าไอ้สองตัวนี้มันเปงอะไรของมัน อิอิ
ช่วงนี้เองที่ได้เดินไปทัวร์ลานเบียร์ข้างๆและได้พบประสบการณ์ดีๆ ขอบคุณผู้มีส่วนร่วมมากคับ ผมจะไม่ลืมความรู้สึกดีๆวันนี้เลย
ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา... หลังจากหมดทาวเวอร์ที่สี่เรียบร้อย ก็แยกย้ายกันกลับ สหายโจหายหัวไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ได้ยินมาจากพี่นา ว่าหนีกลับไปแล้ว 555 ไอ้อ่อนแค่นี้ก็มาวละ ส่วนพี่ P องค์เริ่มออกละ เกิดอาการ after shock แทน พี่แกเริ่มซึม พวกเราเลยต้องกำชับฟลุ๊กกะยศให้พาพี่เค้าไปส่งให้ถึงเมืองทองด้วย มานิตก็นั่งแท็กซี่กลับ พูดถึงมานิต สังเกตว่าพี่แกพยายามมีอารมณ์ร่วมมั่กๆ ขนาดฟังภาษาไทยไม่ออกยังโยกหัวไปกะเรากะพี่ P ได้ อิอิ เรา, พี่นา, พี่แอน กลับด้วยกัน พี่นาขับรถไปส่งพี่แอนแถวถนนเพชรบุรีก่อน เอาเจ๊ไปส่งแฟนเรียบร้อยก็มาปล่อยเราไว้หน้าพันทิพย์ ลงมาปุ๊บก็จับแท๊กซี่กลับบ้านปั๊บเลย
ถึงบ้านซะที ทั้งๆที่พยายามเดินตรงๆ แต่ไหงมันเอียงซ้านเอียงขวาก็ไม่รุ ตบหน้าตัวเองให้หายเมาก็แล้ว แต่มันชาไม่มีความรู้สึกเลย เคยเมาอย่างนี้ไม่กี่ทีเองอ่ะ ถ้ามากกว่านี้ก็คงเป็นตอนที่รับน้องปีสอง คนอาไร้ เมาแล้วแปลงร่าง เฮ้อ... พ่อกะแม่หลับละ ลองโทรเข้ามือถือพ่อก็ไม่ได้ผล เลยโทรเข้าบ้าน นั่งอยู่ตรงม้านั่งหน้าบ้านรอแม่มาเปิดประตูให้ ตาก็เริ่มจะปิด ในใจคิดร่ำๆว่า ถ้าแม่ไม่มาเปิดประตูให้ก็จะนอนม่างตรงเนี้ย ดีนะที่แม่มาเปิดประตูให้ทัน หวัดดีแม่เสร็จก็ขึ้นไปนอนเลย จำอะไรไม่ได้ละ ทั้งๆที่อยากโทรศัพท์ไปเช็คว่าถึงที่หมายกันดีหรือเปล่า แต่ไม่ไหวละ นอนดีก่า
คืนนั้นไม่ยอมล้างมือ หลับฝันดี
วันนี้ตื่นมาแฮ้งเรย ซัดข้าวต้มไปหนึ่งดอกเริ่มจะโอเค เลยมาบันทึกเหตุการณ์เตือนความทรงจำ... ขอบคุณเพื่อนๆพี่ๆทุกท่านมากๆ ที่ทำให้เรามีส่วนร่วมในงานเลี้ยงสนุกๆครั้งนี้... ขอบคุณไอ้โจ ที่หนีกลับไปก่อน (ไอ้อ่อน 555)... ขอบคุณ พี่นาที่ขับรถมาส่ง... ขอบคุณพี่แอนที่มาด้วยกัน... ขอบคุณพี่ P ที่โยกหัวเป็นเพื่อน... และที่ขาดไม่ได้ ขอบคุณเบียร์ทุกหยดที่ให้เราดื่ม อิอิ
ป.ล. ตอนนี้รู้แล้วนะคับว่าสหายโจต้องรีบกลับบ้านไปก่อนเพราะที่พ่อกะแม่ตามตัวนะคับ ป.ล. 2 รักนะ เด็กโง่... 24/11/2005 Mobius Chapter 2: Nyx - The Night Goddess ท่าอากาศยาน นาริตะ – ประเทศญี่ปุ่น
น้ำค้างเกาะพราวเหนือยอดหญ้าข้างรันเวย์ แสงแดดอ่อนๆยามเช้าสาดส่องต้นไม่ใหญ่ใบโปร่งและเล็ดลอดมากระทบต้นหญ้าสีเขียวสด หมู่มวลวิหคร่วมใจขับขานเป็นทำนองธรรมชาติเสียงเซ็งแซ่ราวกับไม่เคยเบื่อหน่ายในกิจวัตรประจำวันที่ทำอยุ่เป็นนิจ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณบ่งบอกชีวิตของวันใหม่
ความวุ่นวายที่ดูเหมือนจะกลายเป็นระเบียบข้อบังคับในเทอร์มินัลแห่งนี้เพิ่งจะเริ่มต้น นักท่องเที่ยวต่างชาติมากมายที่มาแสวงหาความสุขใส่ชีวิตเพิ่งจะแลนดิ้งจากเที่ยวบินเมื่อ 10 นาทีที่แล้วผสมกับชาวญี่ปุ่นที่ต้องการเดินทางออกนอกประเทศต่างส่งภาษาสื่อสารกับคู่สนทนาของตน ภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส รวงร้อยเป็นทำนองราวกับเสียงของนกที่ออกหากินยามเช้า ไร้ซึ่งความหมาย หากแต่เต็มไปด้วยพลังชีวิต
“ปึ้ก!”
“ขอโทษครับ คุณ...” ชายวัยกลางคนชาวญี่ปุ่น สวมชุดภูมิฐาน กล่าวขอโทษเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่งกับหญิงสาวชาวต่างชาติที่เขาเพิ่งเดินชน
“ไม่เป็นไรค่ะ” เสียงที่ตอบกลับมาเป็นภาษาญี่ปุ่นชัดเจน ถูกหลักไวยากรณ์
ชายคู่กรณีทำหน้าเลิกลั่ก ก้มหัวคำนับสองที แล้วรีบเดินไปยังที่ฝากสัมภาระด้วยความงุนงง
อลิซก้มลงหยิบสัมภาระที่ตกลงพื้นจากการกระแทกเมื่อครู่ พลางส่งสายตาสำรวจบริเวณรอบๆเทอร์มินัลที่สองแห่งนี้
ตรงเก้าอี้ข้างประชาสัมพันธ์มีผู้ชายนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ท่าทางมีพิรุธ ทิศ 4 นาฬิกา มีหญิงชราถือไม้เท้าทำด้วยแสตนเลสเดินกะโผลกกะเผลก ข้างในอาจจะเป็นปืนก็ได้...
สัญชาติญาณนักล่าเตือนให้เธอระมัดระวังตัวอยุ่ตลอดเวลา ถึงแม้บางทีมันจะน่ารำคาญ แต่ก็เป็นเพราะสิ่งนี้ที่ทำให้เธอมีชีวิตอยุ่ดูโลกมาได้ 24 ปีแล้ว
“ท่านผู้โดยสารเที่ยวบิน US6657 สายการบิน US Airways กรุณาฝากสัมภาระให้เรียบร้อยภายใน 30 นาทีด้วยค่ะ” เสียงผู้ประกาศกระตุ้นให้อลิซรีบจัดการกับสัมภาระของเธอ
อลิซสะบัดผมสีน้ำตาลยาวประบ่าและหันหน้าเดินไปทางที่ฝากสัมภาระ จะว่าไปหน้าตาของเธอก็ไม่ได้สะสวยอะไรมากมาย เป็นลูกครึ่งเอเซีย – ยุโรป แบบที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้เหล่าผู้ชายคลั่งคงเป็นรูปร่างปราดเปรียวดั่งนักกีฬา บั้นท้ายที่งดงาม รวมไปถึงนัยน์ตาสีดำขลับราวกับหลุมดำที่จะดูดใครก็ตามที่จ้องมองให้หลงในเสน่หาคู่นั้นนั่นเอง
หลังจากจัดการกับสัมภาระเรียบร้อยแล้ว เธอขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้น 4 และหยุดที่ร้านแมคโดนัลด์ที่อยุ่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากทางออกเท่าใดนัก ยังพอมีเวลาเหลือให้เธอจัดการกับมื้อเช้าของตัวเอง
อลิซสั่งเบอร์เกอร์หมูพร้อมกาแฟร้อนควันหอมกรุ่นให้กับตัวเอง เธอพยายามหลีกเลี่ยงเนื้อวัวเมื่อนึกถึงประสบการณ์การดับลมหายใจสิ่งมีชีวิตครั้งแรก ในวัย 12 ปี เพื่อยัดเยียดสัญชาติญาณนักล่าให้กับเธอ
มันเป็นกระทิงดุที่คร่าชีวิตมาธาดอร์มาแล้วสามศพ สั่งตรงมาจากสเปน เธอยังจำนัยน์ตาที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาและความหวาดกลัวที่จ้องมองมายังเธอได้ดี ในครั้งนั้นเธอตอบสนองต่อแววตาคู่นั้นด้วยการบรรจงส่งกระสุนฝังกระโหลกมันสามนัดซ้อน
โต๊ะที่นั่งข้างเธอ มีหญิงชาวตะวันตกนั่งอยุ่กับลุกสาววัยช่างเจรจา อลิซหันไปยิ้มให้เด็กหญิง ผู้เป็นแม่ของเด็กคนนั้นกำลังเล่าเทพปกรณัม กรีก ให้ลุกสาวฟังอย่างออกรส เด็กหญิงเบือนหน้ากลับไปทางมารดาและเอ่ยขัดจังหวะ
“แม่คะ พี่คนนั้นสวยจัง” เธอบุ้ยใบ้ชี้นิ้วมายังโต๊ะที่อลิซนั่งอยู่ “อย่าไปชี้พี่เขาสิลูก” ผู้เป็นแม่เอ็ดลูกสาว เพราะเห็นเป็นการเสียมารยาทในการชี้นิ้วใส่คนแปลกหน้า แล้วจึงยิ้มทักทายอลิซ อลิซยิ้มรับ
“แสดงว่า มากี้ไม่อยากฟังเรื่องที่แม่เล่าแล้วใช่ไหมจ๊ะ”
“โตขึ้น หนูจะสวยเหมือนพี่เขาไหมคะ” เด็กน้อยถามอย่างไร้เดียงสา
“โตขึ้น ลูกก็ต้องสวยเหมือนแม่สิจ๊ะ จะไปเหมือนพี่เขาได้ยังไงล่ะ” ผู้เป็นแม่อมยิ้มในคำถามประสาเด็กช่างสงสัยของลุกสาว
“เอาล่ะ แม่จะเล่าต่อล่ะนะ อะแฮ่ม ...” เธอพูดอย่างไม่นำพาว่าเด็กน้อยจะฟังหรือไม่ แต่เมื่อเห็นแววตาของลูกสาวจ้องมองมาอย่างเป็นประกายใคร่รุ้ เธอจึงเริ่มเล่าต่อ
“แล้วซูส ก็ไม่กล้าเอาเรื่องกับฮิปนอส เพราะกลัวว่าพระมารดาของฮิปนอสจะทรงกริ้ว”
“แม่กำลังจะบอกว่า ซูส มหาเทพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสวรรค์ กลัวแม่ของฮิปนอสงั้นเหรอคะ” เด็กน้อยทำท่าสงสัย
“นิกซ์จ๊ะ มากี้ นิกซ์เป็นเทพีผู้ปกครองความมืดมิดยามราตรีมาตั้งแต่สมัยไททันปกครองโลกแล้วล่ะจ๊ะ ก่อนหน้าที่ซูสจะชิงบัลลังก์มาจากโครนอสผู้เป็นพ่อซะอีก ถ้าจะเปรีบยเทียบตามวงศาคณาญาติแล้ว นิกซ์ก็มีศักดิ์เป็นยายของซูส คงไม่มีเด็กดีที่ไหนกล้าหือกับคุณยายที่ถือไม้เรียวหรอกนะจ๊ะ”
อลิซซึ่งฟังบทสนทนาระหว่างแม่กับลุกสาวฉุกคิดถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวานที่ศูนย์วิจัยยาซึโอกะ คืนที่เธอปฏิบัติภารกิจแย่งชิง “ภาชนะ” กลับมา
ในคืนนั้นภารกิจลุล่วงไปด้วยดี เธอลอบเข้าไปภายในตึกที่ได้ชื่อว่ามีการรักษาความปลอดภัยเข้มข้นติดอันดับในเอเซีย อย่างง่ายดายด้วย “เสตลท์สูท” เทคโนโลยีแห่งการจารกรรมชิ้นล่าสุด
มันเป็นชุดที่ถักขึ้นมาจากวัสดุชนิดพิเศษซึ่งสามารถเก็บอุณหภูมิร่างกายของผู้สวมใส่ได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ และเบี่ยงเบนแสงจากนัยน์ตาของผู้จ้องมองในระนาบสองมิติให้เหมือนกับไม่มีใครอยุ่ตรงนั้น ภายใต้เงื่อนไขที่มีปริมาณแสงที่ไม่มากจนเกินไป และผู้สวมใส่ไม่เคลื่อนไหวเร็วจนเกินขีดจำกัดของการเบี่ยงเบนแสง แม้แต่กล้องอินฟราเรดก็ไม่อาจตรวจจับได้
อลิซฆ่าชายที่อยู่ในห้องเก็บภาชนะอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เหยื่อจะทันรู้สึกตัวด้วยเทคนิคซับมิชชั่น ล๊อกคอจนเหยื่อหมดลมหายใจ เธอกำลังค้นหาที่ซ่อนของภาชนะจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของชายคนนั้น โชคไม่ดีที่บังเอิญมีชายอีกคนเปิดประตูเข้ามาในห้องที่เธออยู่
เธอคงตัดสินใจเก็บเขาไปแล้ว ถ้าไม่ได้กลิ่นเด็กจากตัวของชายคนนั้น มันเป็นความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งของเธอที่รู้ว่าใครมีลูกหรือไม่จาก “กลิ่นกาย”
นับเป็นโชคดีในโชคร้ายของชายผู้อยู่ผิดที่ ผิดเวลา ที่รอดพ้นจากเงื้อมมือของ “นิกซ์”
“เขามีครอบครัวรออยู่ และฉันมีวิธีจัดการกับเขาโดยไม่ต้องให้เด็กๆเสียใจกับการจากไปของพ่อ” อลิซนึกย้อนไปถึงการสะกดจิตชายผู้นั้นหลังจากที่เขามอบภาชนะให้เธอเรียบร้อย
การสะกดจิตแบบไมทัวร์เป็นอีกความสามารถพิเศษที่แลกกับเส้นทางชีวิตมัจจุราช
อลิซถุกเบี่ยงเบนความสนใจจากการสนทนาของแม่ลุกโต๊ะข้างๆ ด้วยตัวหนังสือสีแดงเข้มจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่อยู่ข้างหน้า หน้าแรกจั่วหัวเป็นอักษรคาตากานะตัวใหญ่ ใจความว่า
“วิกฤติการณ์น้ำมันเข้าขั้นวิกฤติ กลุ่มประเทศตะวันออกกลางมีมติลดปริมาณการผลิตน้ำมัน และตั้งกำแพงการส่งออกในยุโรปและสหรัฐอเมริกาเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 10 ปี”
สำหรับคนทั่วไปข่าวนี้คงเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่สลักสำคัญอะไรมากมายนักกับชีวิต ราคาพลังงานสูงขึ้น ค่าครองชีพก็ขยับตามไปด้วย แค่วงจรที่เร่งการเฟ้อของเงินตรา แต่สำหรับอลิซ มันเกี่ยวข้องกับเธอโดยตรง
“ในที่สุดก็เริ่มโผล่หางออกมาแล้วสินะ ไอ้พวกหมาจิ้งจอก” อลิซสบถ เธอยิ้มที่มุมปาก
นี่ต้องเป็นมาตรการตอบโต้อย่างเฉียบพลันของฝายตรงข้ามอย่างไม่ต้องสงสัย พวกมันตั้งใจบีบเราเพื่อยื่นข้อเสนอขอมีส่วนร่วมในโครงการแห่งอนาคต “โมบิอุส”
“ท่านผู้โดยสารเที่ยวบิน US6657 สายการบิน US Airways กรุณามารายงานตัวที่ประตู 43 เที่ยวบิน โตเกียว – ลอสแอนเจลิส จะออกเดินทางภายใน 10 นาทีนี้ ขอบคุณค่ะ” เสียงผู้ประกาศดังขึ้นเป็นคำรบที่สองปลุกอลิซให้ตื่นจากภวังค์
อลิซกระดกกาแฟที่เหลือรวดเดียวหมด กัดแฮมเบอร์เกอร์ที่กินค้างไว้จนเรียบ แล้วขยับตัวลุกออกจากร้าน
เมื่อเดินผ่านโต๊ะของสองแม่ลูก เธอยิ้มให้กับคนทั้งคู่ แล้วโน้มตัวลงกระซิบที่ข้างหูของเด็กหญิง
“ในยามค่ำคืน แม้แต่ซูส หรือฮาเดส เจ้าแห่งยมโลก ก็ยังต้องเกรงกลัวนิกซ์จ๊ะ” อลิซกล่าวเป็นความนัยน์ แล้วลุกขึ้นมาเจรจากับผู้เป็นแม่
“ลูกสาวคุณน่ารักมากเลยค่ะ”
ยังไม่ทันที่คู่สนทนาจะกล่าวอะไรตอบ อลิซก็เดินออกไปจากร้านอย่างคล่องแคล่ว ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะข้างประตูร้านชะเง้อมองบั้นท้าย เมื่อเธอเดินลับหลังไปลิบๆ
“พี่เขาพูดอะไรกับหนูจ๊ะ มากี้” แม่ของมากี้เอ่ยถามลูกสาว หลังจากคนที่ถูกกล่าวถึงเดินพ้นร้านออกไปแล้ว
“ไม่มีอะไรมากค่ะ พี่เขาบอกว่า...” เด็กน้อยอมยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าของแม่เต็มไปด้วยความสงสัย
“โตขึ้นหนูจะสวยเหมือนพี่เขาค่ะ”
เครื่องบินโบอิ้ง 747-400 ลำยักษ์ทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าเหนือดินแดนอาทิตย์อุทัย แสงแดดยามเช้ายังคงสาดส่องลงมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ผู้โดยสารหลากหลายเชื้อชาติ ต่างภาษา ต่างความคิด แต่ล้วนมีจุดหมายเดียวกัน
อลิซหยิบวัตถุทรงกลมใสคล้ายลูกแก้ว ที่เธอเรียกมันว่า “ภาชนะ” ขึ้นมาส่องดู ของสิ่งนี้น่ะเหรอที่เป็นกุญแจไขไปสู่ยุคใหม่ของมนุษยชาติ และทำให้คนขาวชนะสงครามศักดิสิทธิ์ที่ยืดเยื้อมายาวนานนี้ได้ มันก็แค่ลุกแก้วกลมๆในสายตาของเธอ
คำตอบทั้งหมดคงอยุ่ที่จุดหมายปลายทางในครั้งนี้ – สถานที่ๆภาชนะถูกสร้างขึ้นมา ลอสแองเจลิส
15/11/2005 Mobius Chapter 1: The strangerโยโกฮาม่า – ประเทศญี่ปุ่น
การจราจรในเมืองใหญ่เย็นวันศุกร์ไม่ต่างไปจากทุกๆวัน บนถนนยังคงคลาคล่ำไปด้วยรถ สองข้างทางเริ่มมืดลงเรื่อยๆแต่ยังไม่มีวี่แววว่ารถข้างหน้าจะขยับสักนิด “วันนี้ผมคงกลับช้าหน่อยนะที่รัก พอดีลืมของไว้ที่ทำงานน่ะเลยต้องกลับไปเอา” เสียงชายคนหนึ่งบนรถเก๋งสีดำพูดใส่โทรศัพท์ “ชั้นก็ยังเตรียมของไม่เสร็จเลยคุณ กว่าจะพาตาหนูกลับถึงบ้านได้แทบตายแน่ะ ไม่รู้รถมันจะติดอะไรหนักหนา” “พอผมเสร็จธุระแล้วจะรีบกลับด่วนที่สุดเลยจ๊ะ” ชายหนุ่มครุ่นคิดสักครู่ก่อนจะถามต่อไปว่า “คุณซื้อเบียร์มาให้ผมแล้วใช่ไหม” “ซื้อให้แล้วค่ะที่รัก ... มาซารุ อย่าเอาเบียร์คุณพ่อไปเล่นสิจ๊ะ” เสียงผู้หญิงอีกฟากของโทรศัพท์พูดกับเด็กชาย “มานี่มา อย่าซนเวลาแม่ทำกับข้าวสิ … คุณคะ คุยกับมาซารุหน่อยสิ” เธอยื่นโทรศัพท์ให้ลูกชาย “ว่ายังไงเด็กดี ... เดี๋ยวนี้ริกินเบียร์แล้วหรือเรา” “พ่อจะกลับช้าหรือฮะวันนี้ ...” “ยังไงก็ทันเป่าเค้กลูกแน่นอน ไม่ต้องห่วงนะมาซารุ ... พ่อมีอะไรให้ลุกประหลาดใจด้วยนะ ลุกต้องชอบมันแน่ๆ” “มาริโอ 8 เหรอครับพ่อ หรือว่าเกมบอยรุ่นใหม่” น้ำเสียงของเด็กชายเต็มไปด้วยความตื่นเต้น พ่อของเขามักจะซื้อซอฟท์เกมที่เพิ่งวางตลาดเป็นของขวัญวันเกิดให้เขาเสมอ “เอาไว้ตอนพ่อกลับไปลุกจะได้เห็นมันเองแหละ” ชายหนุ่มยิ้ม ลูกชายเขาเป็นอย่างนี้เสมอ ตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าจะได้เล่นเกมส์ใหม่ๆ พอเขาเอาของขวัญไปให้ มาซารุจะต้องประหลาดใจแน่ๆ “เรียกแม่มาคุยหน่อยสิลูก” รถคันหน้าเริ่มขยับแล้ว หลังจากที่จอดนิ่งมานานกว่า 10 นาที “แล้วเจอกันที่บ้านนะที่รัก” ชายหนุมขยับนิ้วโป้งจะกดปุ่มวางโทรศัพท์ “คุณคะ ... ” ภรรยาของเขาเงียบไปสักพักหนึ่ง แล้วจึงเอ่ยออกมาว่า “ฉันรักคุณนะ” เธอไม่ได้พูดคำนี้กับเขามานานเท่าไหร่แล้วนะ สองสัปดาห์หรือว่าสองปี เธอไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอยุ่ๆถึงบอกรักกับสามีขณะที่เขาขับรถ และเธอก็ทำอาหารเลี้ยงปาร์ตี้ให้เจ้าลูกลิง บางทีต่อมโรแมนติกในตัวเธออาจจะกำลังทำงานอยู่ก็ได้ เธอไม่รู้ ชายหนุ่มยิ้ม “เอ่อ แหม อยู่ๆก็มาบอกรักกลางถนนแบบนี้ผมก็เขินแย่น่ะสิ ... ผมก็เหมือนกันนะ ยูโกะ แน่นอน เจ้าลุกลิงของเราด้วย” เขากดวางโทรศัพท์และขับรถตรงไปยังที่ทำงาน
“สวัสดีครับคุณยามาดะ ผมนึกว่าวันนี้คุณจะไม่มาซะอีก” ยามหน้าประตูวัย 50 แต่ดูกระฉับกระเฉงเหมือนอายุเพียง 40 เศษๆเท่านั้นกล่าวทักทายชายหนุ่ม ขณะที่เขากำลังลงจากรถ “สวัสดีครับ จริงๆผมก็ไม่คิดจะเข้ามาหรอกวันนี้ ติดแต่ว่าผมลืมของสำคัญเอาไว้น่ะ อีกไม่นานคงกลับ” “คนอื่นๆกลับบ้านกันไปหมดแล้วล่ะครับ เย็นวันศุกร์ทีไรเงียบเหงาทุกที” ยามวัยกลางคนบ่นออดๆแอดๆ เขายิ้มให้แทนการตอบรับพร้อมทั้งรีบเดินเข้าไปในตึก ที่นี่คือศูนย์วิจัยทางเคมีที่ใหญ่ที่สุดในโยโกฮาม่า มันเป็นที่ทำงานในฝันของนักวิจัยหลายคน เครื่องมือที่ครบครัน และผลตอบแทนที่คุ้มค่า นอกจากที่นี่จะทำการทดลองให้หน่วยงานของรัฐแล้ว ยังรับงานจิปาถะจากเอกชนด้วย มักจะมีผู้ว่าจ้างให้ตรวจสอบสิ่งของต่างๆมากมาย บางทีก็เป็นการตรวจสอบอายุของสีที่ใช้บนภาพวาดของศิลปินผู้มีชื่อเสียงในยุคกลาง รวมไปถึงการตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีของวัตถุโบราณที่ขุดพบตามโบราณสถานต่างๆทั่วโลก
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ป่านนี้ยูโกะคงกำลังง่วนอยู่กับเด็กๆที่มางานวันเกิดมาซารุ
สิ่งที่ทำให้เขาย้อนกลับมาเอา ถึงแม้มันจะทำให้ไปงานวันเกิดของลูกชายเพียงคนเดียวช้าก็ตาม คือผลวิจัยของงานชิ้นล่าสุดที่เขาดูแลอยุ่ มันเป็นงานที่ต้องวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของวัตถุชิ้นหนึ่ง ซึ่งคงไม่ต่างจากงานธรรมดาที่เขาหลับตาทำก็ยังได้ หากแต่ว่าผู้อำนวยการไม่ปฏิเสธที่จะบอกว่าใคร หรือหน่วยงานไหน เป็นคนจ้าง รวมถึงผลการทดสอบที่แปลกประหลาดนั่น ของสิ่งนั้นมีลักษณะคล้ายลูกแก้วซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางราวสองนิ้วครึ่ง พื้นผิวโปร่งแสง ภายในวัตถุนั้นกลงว ดูเหมือนเป็นงานศิลปะที่ปราณีต จากการทดสอบด้วยปฏิกริยาเคมีหลายสิบครั้งทำให้ยามาดะพบว่า พื้นผิวของสิ่งนั้นไม่ใช่แก้วหรือพลาสติกอย่างที่เขาเข้าใจ แต่มันมีค่าความหนาแน่นเฉลี่ยสุงมากพอๆกับเพชร ความโค้งของพื้นผิวก็เท่ากันทุกจุดวัดจากแกนสมมาตร จากการวิเคราะห์อย่างละเอียดด้วยคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยที่สุดของที่นี่แล้วพบว่า ความโค้งของพื้นผิวด้านซ้ายและด้านขวาของจุดศูนย์กลางเท่ากันในระดับนาโนเลยทีเดียว มันเป็นทรงกลมที่กลมที่สุดที่เขาเคยเห็นมา ถ้ามันไม่ใช่วัสดุชนิดใหม่ที่เกิดจากห้องแลบที่ทันสมัยที่สุดล่ะก็ มันต้องไม่ใช่ของที่มีอยู่บนโลกนี้แน่นอน ประสบการณ์การเป็นหัวหน้าของทดลองที่นี่มากว่า 12 ปีบอกเขาอย่างนั้น ผลการทดลองเหล่านี้คาในใจของยามาดะ หน้าที่ของเขาแค่เพียงตรวจสอบว่าวัตถุชิ้นนี้ทำมาจากอะไร และมันมีอายุเท่าไหร่ แต่จากเวลาที่ผ่านมาสองสัปดาห์เขาก็ได้คำตอบว่า เขาไม่รู้อะไรเลยสักอย่างเกี่ยวกับมัน และยังเกิดคำถามใหม่สำหรับเขาขึ้นมาว่า มันมีไว้เพื่ออะไร? ความจริงเขาน่าจะกลับมาสนใจมันต่อในวันจันทร์ และเผาผลาญเวลาวันหยุดสุดสัปดาห์กับครอบครัว พามาซารุและยุโกะไปเที่ยวสวนสัตว์อย่างที่เจ้าลุกลิงรบเร้าอยากจะไป (น่าแปลกที่มาซารุรู้จักนกเพนกวินที่เป็นบอสในเกมร๊อกแมนเอีกซ์ ก่อนเพนกวินจริงๆเสียอีก) และแน่นอน ใช้เวลายามบ่ายวันอาทิตย์เล่นเทนนิสกับมาซารุด้วยแร็กเก็ตที่เขาเพิ่งซื้อเป็นของขวัญวันเกิด “มาซารุต้องหัดออกนอกบ้านเสียบ้าง ถ้าวันๆยังนั่งเล่นเกมหน้าคอมพิวเตอร์โดยไม่ขยับไปไหนแบบนี้ คงไม่พ้นเป็นเหมือนเราแน่ๆ” เขาคิด
“12 Floor, please mind your gap between the platform” เสียงลิฟต์ดังขึ้นมาบ่งบอกว่าถึงชั้นที่เขาทำงานอยู่แล้ว เขาเดินผ่านยามประจำชั้นและตรงไปยังห้องทางซ้ายที่เป็นห้องทำงานของเขา ยามยิ้มให้เขาเป็นการทักทาย เขายิ้มทักทายกลับอย่างสุภาพ สีหน้าของยามดุง่วงเหงา ท่าทางคงรับจ๊อบตอนกลางวันล่ะมัง เขาสาวเท้าตรงไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงหน้าห้องทำงาน ยามาดะหยิบกุญแจขึ้นมาไข แต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าประตุห้องนั้นไม่ได้ล๊อก “วันจันทร์นี้คงต้องมีเรื่องคุยกับคาซึกิยาวแล้วล่ะ” เขานึกโกรธในใจ กี่ครั้งแล้วนะที่เขาย้ำนักย้ำหนาถึงความสำคัญของเครื่องมือที่อยุ่ในห้องนี้ ราคามันแพงกว่าเงินเดือนทั้งชีวิตของพนักงานบางคนเสียอีก ใครๆที่นี่ต่างก็รู้ว่ายามาดะซังเป็นคนเข้มงวดในการทำงานและกฎระเบียบอย่างมาก อะไรที่เขาสั่ง คนใต้บังคับบัญชาเขาต้องทำตาม มีเพียงเขาและผู้ช่วยของเขา – คาซึกิ เท่านั้นที่มีกุญแจของห้องนี้อยู่ อุปกรณ์ที่อยุ่ในห้องนี้ล้วนมีราคาแพง หากเกิดอะไรขึ้นกับของเหล่านี้คงไม่พ้นเป็นหน้าที่ของเขาต้องรับผิดชอบ ภายในห้องนั้นปิดไฟ แต่แสงจากทางเดินภายนอกทำให้เขาตัดสินใจไม่เปิดไฟและเดินตรงไปที่โต๊ะเพื่อหยิบแฟ้มที่วางอยุ่บนนั้น ขณะที่เขาหยิบผลการทดลองและกำลังจะเอี้ยวตัวเดินออกจากห้อง สายตาของเขาพลันเหลือบไปเห็นแสง LED จากฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ คาซึกิ – จอมอนิเตอร์นั้นปิดอยู่ แสดงว่าเจ้าของคงลืมปิดเครื่อง เขาเอื้มมือไปขยับเม้าส์เพื่อดูให้แน่ใจว่าเครื่องปิดหรือยัง
ทันใดนั้น เร็วเกินกว่าที่แสงจากจอมอนิเตอร์จะสว่างวาบออกมาเพื่อแสดงว่าเครื่องนั้นกำลังทำงานอยู่ มีมือข้างหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากอากาศข้างๆที่เขายืนอยู่คว้าคอและยื่นมืออีกข้างเข้ามาล็อกคอเขาอย่างคล่องแคล่ว เขาแน่ใจว่าที่ตรงนั้นไม่มีอะไรอยู่แน่ๆก่อนที่จะเดินมาที่โต๊ะคาซึกิ แต่ดูเหมือนมือทั้งสองข้างโผล่ขึ้นมาจากอากาศธาตุและกำลังจะฆ่าเขา ก่อนที่เขาจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น กล้ามเนื้อแขนของผู้บุกรุกเริ่มเกร็ง เขารู้สึกขาดอากาศหายใจ แค่เพียงผู้บุกรุกคนนี้บิดแขนไปทางซ้ายหรือขวาเกิน 90 องศาล่ะก็ คอของเขาจะหมุนได้รอบๆราวกับตุ๊กตาพังๆเลยทีเดียว แต่แล้วกล้ามเนื้อของผู้บุกรุกก็เริ่มคลายและผลักเขาลงไปบนพื้น “คุณมีเด็กหรือเปล่า...” เป็นคำพูดแรกที่เปล่งออกมาจากลำคอของผุ้บุกรุก สติของยามาดะเริ่มกลับคืนมาเมื่อเขาได้อากาศหายใจอีกครั้ง แต่สมองของเขายังไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น “ฉันถามว่าคุณมีลูกหรือเปล่า” เสียงของผู้บุกรุกย้ำเป็นครั้งที่สอง เป็นคำถามเชิงตะคอก
สายตาของยามาดะเริ่มชินกับความมืด ประกอบกับแสงจากจอมอนิเตอร์ซึ่งบัดนี้เปิดอยู่ ทำให้เขาเห็นผู้บุกรุกที่เกือบจะฆ่าเขาเมื่อครู่ยืนอยู่ตรงหน้า สวมชุดรัดรูปสีดำแนบสนิทไปกับลำตัว แทบไม่ต้องเดาก็พอจะรู้ว่าเจ้าของร่างนั้นเป็นผู้หญิงที่หุ่นสมส่วนทีเดียว ที่ใบหน้าของเธอมีสิ่งที่คล้ายๆหน้ากากปิดอยู่ เผยให้เห็นเพียงแววตาดำขลับที่สงบนิ่ง มันเป็นแววตาที่เชิญชวนให้เขาจับจ้องอย่างอัศจรรย์ แต่ปืนที่เธอถืออยุ่ในมือขวากระตุ้นให้เขาตอบคำถาม “ผ... ผมมีลูกชาย และภรรยา” เขาละล่ำละลั่กตอบคำถาม เหงือเม็ดโป้งผุดขึ้นที่ใบหน้าเมื่อได้ตระหนักว่าชีวิตของเขาอาจจะขึ้นอยู่กับคำตอบนั้น ปืนที่อยู่ในมือขวาของผู้บุกรุกยังคงชี้มาที่กลางหน้าอกของเขา เมื่อยามาดะเห็นผู้บุกรุกนิ่งไป ทำท่าคล้ายจะครุ่นคิด จากตำแหน่งที่เขานั่งอยู่ถ้าเพียงเขาอาศัยจังหวะนี้ เตะกวาดขาให้เธอล้มแล้วชิงปืนมาล่ะก็ เขาอาจจะกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบก็ได้ เขายิ่งรู้สึกฮึกเหิมเมื่อแน่ใจว่าคู้ต่อสู้เป็นเพียงผู้หญิง “ยามาดะ แกเป็นผู้ชายนะโว้ย แข็งแรงกว่ายายนั่นไม่รู้เท่าไหร่ เตะมันเลยสิ ตรงข้อขาเรียวๆนั่นแหละ เอามันเลย” เสียงตัวเองกระซิบในความคิด
ในขณะที่เขากำลังสองจิตสองใจอยู่นั้น มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากทางประตูห้อง
“คุณยามาดะเกิดอะไรขึ้นครับ ผมได้ยินเหมือนเสียงอะไรตก ...” เป็นเสียงของยามประจำชั้นที่ยิ้มทักทายเขาเมื่อครู่นั่นเอง ไม่ทันที่ยามจะได้พูดจบประโยค ก่อนที่เขาจะสังเกตว่าไม่ได้มีเพียงยามาดะอยู่ในห้อง ลูกกระสุนจากปลายกระบอกปืนเก็บเสียงในมือของผู้บุกรุกก็แล่นผ่านสมองของยามผู้โชคร้ายไปกระทบกำแพงที่อยุ่ด้านหลัง เป็นเสียง “ฟุบ” เบาๆ ยามาดะมองภาพยามล้มลงกับพื้น เลือดสีแดงฉานและไขสมองค่อยๆไหลออกมาจากปากแผลของร่างไร้วิญญาณ ยามที่ง่วงเหงาคนนั้นได้นอนสมใจแล้ว... ตลอดกาล เขาเพิ่งรุ้ว่าตัวเองโชคดีที่สลัดความคิดโง่ๆที่จะจู่โจมผู้บุกรุกคนนี้เมื่อครู่ เธอเป็นนักฆ่าของจริง! ฆ่าคนได้โดยไม่กระพริบตาด้วยซ้ำ
บรรยากาศภายในห้องช่างแตกต่างจากเมื่อ 5 นาทีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง ทั่วทั้งห้องตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นของความตาย ยามาดะทำท่าจะขยับตัวถอยเมื่อผู้บุกรุกก้าวเท้าเข้ามา แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อมือของเขาไปสัมผัสสิ่งหนึ่งเข้า
รองเท้า... เท้าของเขาก็ยังสวมมันอยู่ทั้งสองข้างนี่หน่า ถ้าอย่างนั้นนี่มันรองเท้าใคร?
เร็วเท่ากับความคิด สายตาของเขาเหลือบไปเห็นร่างของชายผู้หนึ่งนอนอยุ่ไม่ห่างจากโต๊ะของคาซึกิเท่าไหร่ “นั่นมัน คาซึกินี่ ...” ผู้ช่วยหนุ่มของเขานอนสงบนิ่งไม่ไหวติง ตาที่เหลือกขึ้นด้านบนและรอยช้ำเลือดที่คอแสดงให้เห็นว่าเขาขาดอากาศหายใจตายมาได้สักพักหนึ่งแล้ว “ฉันต้องการของสิ่งหนึ่ง หวังว่าคุณจะร่วมมือ” เสียงเย็นยะเยียบราวมัจจุราชจากผู้บุกรุกเอื้อนเอ่ย “หวังว่าคุณจะมีสิ่งที่ฉันต้องการ ไม่อย่างนั้นฉันก็คงปล่อยคุณไปไม่ได้” เสียงนั้นหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง “...ถึงแม้คุณจะมีครอบครัวก็ตาม” “คุณต้องการอะไร” ยามาดะพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่สำเร็จ “ส่วนหนึ่งของโครงการโมบิอุส” “ผมไม่รู้ว่าคุณพูดอะไร ไม่เคยได้ยินชื่อโครงการที่คุณบอกมาก่อนด้วยซ้ำ” “มันจะต้องถูกส่งมาที่นี่ สายของเรารายงานมาอย่างนั้น” ผู้บุกรุกมองเข้าไปในดวงตาของเขา “คนนี้ไม่เป็นไร เราเอาอยู่” เธอคิด พร้อมอธิบายสิ่งที่เธอต้องการคร่าวๆ
“โครงการโมบิอุส เป็นโครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ มันเกี่ยวข้องกับอะไรคุณไม่จำเป็นต้องรู้ มีสปอนเซอร์หลายประเทศผลักดันโครงการนี้อยู่ แต่มีหนอนบ่อนใส้จากศัตรูของเราโขมยส่วนหนึ่งของมันมา และส่งมาที่นี่” “สิ่งที่ฉันพูดถึงเป็นวัตถุโปร่งใส เป็นทรงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราวสองนิ้วครึ่ง” เจ้าวัตถุประหลาดนั่นเอง... เขาพอจะเข้าใจผลของการทดลองแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่เขาเคยพบเห็นบนโลกมาก่อนจริงๆ “ผมรู้แล้วว่าคุณพูดถึงอะไร ... ของสิ่งนั้นมันอยู่ในตู้ด้านขวามือของคุณนั่นแหละ ตู้นั่นมีไว้เก็บวัตถุที่ยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการทดสอบ ... ผมมีกุญแจ” “ทีนี้ ผมจะแน่ใจได้ยังไงว่าเมื่อคุณได้มันไปแล้ว ผมจะปลอดภัย” “คุณไม่มีทางเลือก”
เธอพูดถูก เขาไม่มีทางเลือกจริงๆ เพราะเขาได้เผยไต๋ออกไปแล้วว่าของสิ่งนั้นอยู่ที่ไหน รวมทั้งกุญแจไขเอามันออกมาด้วย มันไม่ต่างกันเลยระหว่างการที่เขาหยิบของสิ่งนั้นให้เธอโดยดี หรือจะปล่อยให้ตัวเองถูกฆ่าแล้วค่อยค้นเอากุญแจ
เขาค่อยๆลุกขึ้นยืน ชูมือขึ้นเหนือหัวเป็นสัญญานว่าไม่มีอะไรอยุ่ในมือทั้งสอง มันเป็นสัญญานการยอมแพ้สากล จากนั้นจึงค่อยๆเดินไปที่ตู้ทางขวาของผู้บุกรุก และหยิบกุญแจขึ้นมาไข มือของเขาสั่นไม่หยุด แต่เขาก็โล่งใจที่สามารถเปิดตู้ได้โดยที่กุญแจไม่หล่นลงมาเสียก่อน เขาใช้มือขวาหยิบเจ้าของสิ่งนั้นขึ้นมา ในขณะที่มือซ้ายยังคงชูเหนือหัว จากนั้นค่อยๆส่งของสิ่งนั้นให้เธออย่างระมัดระวัง วัตถุประหลาด – ส่วนหนึ่งของโครงการโมบิอุส ได้อยู่ในมือของผู้บุกรุกแล้ว เขายังคงยกสองมือขึ้นเหนือหัวอย่างสิ้นหวัง มาซารุ ยูโกะ พ่อไม่น่ากลับมาที่นี่เลย... ผู้บุกรุกพิจารณาของที่อยู่ในมือเพียงครู่เดียว แล้วพูดขึ้นว่า “ทีนี้ คุณมานั่งบนเก้าอี้ตัวนั้น” เธอสั่ง “มองตาฉัน และฟังสิ่งที่ฉันจะพูดต่อไปนี้ให้ดี...”
ดวงตาสีดำขลับของเธอจ้องมองมาที่เขา เขาจ้องตอบมัน ความดำมืดในดวงตาของเธอราวกับหลุมดำที่จะดูดทุกสิ่งลงไป ไม่เว้นแม้แต่วิญญาณของเขา
“คุณมาที่นี่ แต่ไม่ได้ขึ้นมาที่ชั้น 12 คุณคิดได้ว่าควรจะกลับบ้านไปอยุ่กับครอบครัว แล้วคุณจะขับรถกลับบ้าน พร้อมกับลืมเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้” เสียงของเธอช่างไพเราะยิ่งนัก เขาฟังแล้วคล้อยตาม “จริงสิ เราจะมาที่นี่ทำไม ช่างไอ้ผลการทดลองเฮงซวยนั่นเถอะ เราไม่เคยพลาดงานวันเกิดมาซารุนี่นา” “แล้วคุณจะทำตามนั้น เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณ” “สัญ ญาณ อะ ไร” เสียงของเขาเนิบนาบคล้ายตกอยู่ในภวังค์ “Nyx”
ทันใดนั้น ผลของคำสั่งก็ปรากฏ เขาลืมไปหมดสิ้นว่ามาทำอะไรที่นี่ รุ้เพียงอย่างเดียวว่าต้องกลับบ้านไปหายูโกะกับมาซารุ ครอบครัวของเขา ผู้บุกรุกมองดูนัยน์ตาของเขา เมื่อมั่นใจว่าชายผู้นี้ตกอยุ่ใต้มนต์สะกดอย่างสมบูรณ์แล้วจึงค่อยๆแฝงกายออกไปในความมืดไปที่ข้างหน้าต่าง แล้วโรยตัวหายไป ทิ้งให้เขาอยุ่เพียงลำพัง
ยามาดะเดินออกมาจากห้อง เขาได้ยินเสียงคนบ่นพึมพำ “ขอให้พระผู้เป็นเจ้า ส่งลุกแกะน้อยที่หลงทางตัวนี้ ไปสู่ฝูงของมันด้วยเทอญ” พริบตาที่เขาหันกลับไป ก็เห็นเงาร่างชายผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าลิฟท์ ชายคนนั้นสวมชุดบาทหลงวสีดำสนิท น่าแปลก แถวนี้ไม่มีโบสถ์นี่นา
เขารู้สึกร้อนวาบที่หน้าอก เมื่อเอามือไปกุมบริเวณที่เกิดความรู้สึกนั้นก็พบว่ารู้สึกเจ็บ เขาก้มลงไปมองที่พื้นและเห็นที่ที่เขายืนอยู่นองไปด้วยเลือก มือข้างนั้นเต็มไปด้วยของเหลวสีแดงฉาน
ฉันถูกยิง ทันทีที่สมองของเขารับรู้ว่ามีลูกกระสุนตัดผ่านขั้วหัวใจไปได้สักครู่หนึ่งแล้ว เข้าก็ล้มลง “คุณคะ... ฉันรักคุณนะ” เสียงของยูโกะยังคงดังก้องอยุ่ในหัวของเขา “ผมก็รักคุณ... ยูโกะ” ดวงตาล้นเอ่อไปด้วยน้ำตา นานเท่าไหร่ไม่รู้ มือของบาทหลวงผู้นั้นก็ยื่นมาปิดเปลือกตาให้เขา
“อาเมน”
16/10/2005 Mobius Prolougeโดยส่วนตัวแล้วผมชอบอ่านนิยายแนวไซไฟและ mystery มาก เคยคิดไว้นานแล้วว่าอยากจะเขียนดูบ้างสักเรื่อง
ในที่สุดก็มีโอกาสได้เขียน(กะเขา)ซักที เรื่องนี้เป็นจินตนาการของผมล้วนๆนะครับ อาจจะมีอ้างอิงถึงทฤษฎีต่างๆบ้างตามภาษาไซไฟ ยังไงก็ลองอ่านกันดูและคอมเม้นต์กันหน่อยนะ
Project Mobius
บทนำ Prologue
แสงสว่างจากจอมอนิเตอร์ส่องประกายท่ามกลางความมืดมิด ในห้องทดลองขนาดใหญ่และดูทันสมัยแห่งนี้กลับมีเพียงคนๆหนึ่งนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ ค่ำคืนนี้เป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องเฝ้าดูการทำงานที่น่าเบื่อซ้ำซากหน้าจอมอนิเตอร์ เพื่อให้แน่ใจว่ามันทำงานไปอย่างปกติและราบรื่น
“จะมีอะไรน่าเบื่อกว่านี้อีกไหมวะ” เค้าพูดกับตัวเอง
สิ่งตอบแทนที่เขาได้จากการทำงานนี้มันช่างน้อยนิด เมื่อเทียบกับความสำคัญของงานที่เขาทำ – ข้ากำลังเฝ้าพลังงานของคนทั้งโลกอยู่นะเว้ย – แต่เงินเดือนของเค้ายังไม่พอแม้แต่จะซื้อบ้านให้ตัวเองอยู่
สิ่งหนึ่งแวบมาในสมองของเขา – วันนี้เป็นวันเสาร์ นั่นหมายถึงพวกนักวิทยาศาสตร์คนอื่นจะอยู่ที่บ้านกับครอบครัว “ในขณะที่เราต้องมานั่งเฝ้าไอ้เครื่องเฮงซวยนี่” เขาคิด แม้แต่ยามที่อยู่ใกล้ที่สุดก็จะไม่มีทางเข้ามายุ่มย่ามแถวๆนี้ ไม่มีใครอยากเสี่ยงไปเตะฝุ่นเพราะเข้ามาในเขตหวงห้ามโดยไม่มีเหตุสุดวิสัยหรอก
เขาหันซ้ายขวา และเดินไปที่ประตูอิเล็คโทรนิกบานเดียวที่กั้นระหว่างโลกภายนอกและห้องนี้เอาไว้
“ปิดประตูจากภายใน ห้ามเปิดจนกว่าจะได้รับรหัสผ่าน” เขาออกเสียงสั่งประตู ทีนี้ก็มั่นใจได้เลยว่าไม่มีใครเข้ามาแน่ ถึงจะมีคนเดินผ่านมาและพยายามจะเปิดประตูด้วยเหตุผลใดก็เถอะ เขาสามารถสั่งให้มันเปิดจากภายในและให้เหตุผลว่ากำลังจัดการกับสมการสำคัญของระบบและไม่ต้องการให้ใครรบกวนได้ “มาหาอะไรสนุกๆเล่นหน่อยดีกว่า” เขาตรงไปที่คอมพิวเตอร์และเริ่มเขียนข้อความบางอย่างลงบนโปรแกรมเวิร์ดโปรเซสเซอร์
“ถึงท่านผู้นับถือ ... ขณะนี้โครงการโมบิอุส ซึ่งฉากหน้า....” เขาเริ่มพิมพ์และลำดับเรื่องราวของโครงการ
“จาก ...” จากใครงั้นหรือ? เขาคิดซักพักแล้วก็ยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่น่ากลัวอย่างชั่วร้าย
“จาก Aracert ผู้ประสงค์อยู่บนหัตถ์พระเจ้า” จากนั้นก็กดส่ง โปรแกรมปลอมแปลงที่อยู่ผู้ส่งของเขากำลังทำงาน – ปี๊บๆ – เสียงนี้แสดงว่าจดหมายของเขาได้ถูกส่งออกไปแล้ว ทีนี้ก็แล้วแต่คนรับว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
เขาไม่รู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นยังไง แต่มันต้องทำให้สนุกแน่ๆ เขายิ้ม ท่ามกลางความมืดมิด |
|
|